top of page

เมนูการเรียนรู้

1 .

เนื้อหาหลัก

2 .

สรุปย่อ

เอกสารประกอบ

คลิปเสียง

3 .

คลิป VDO

4 .

แบบทดสอบ

เวชกรรมไทย ๑

บทที่ ๑ ประวัติการแพทย์แผนไทย

๔๔

๒. คัมภีร์โรคนิทาน

ในคัมภีร์พระบรมอรรถธรรม  ว่าด้วยคนจะถึงความมรณะสิ้นอายุ เทวทูตในธาตุทั้ง ๔ ก็สำแดงออกมาให้ปรากฎโดยมโนทวารอินทรีย์ประสาท ธาตุอันใดจะขาด จะหย่อน จะพิการ อันตรธานประการใดก็ดี มีแจ้งอยู่ในคัมภีร์มรณะญาณสูตรแล้ว

ความมรณะ แบ่งออกเป็น ๒ อย่าง


๑. มรณะด้วยโบราณโรค


๒. มรณะด้วยปัจจุบันโรค

๑. มรณะด้วยโบราณโรค คือ ตายโดยปกติ ตายโดยลำดับขันธ์ชวนะเร็วธาตุทั้ง ๔ ล่วงไปตามลำดับ โดยกำหนดสิ้นอายุปริโยสานเป็นปกติ ธาตุทั้ง ๔ อันตรธานสูญหายเป็นลำดับกันไป คือ ธาตุดิน ๒๐ ธาตุน้ำ ๑๒ ธาตุลม ๖ ธาตุไฟ ๔ เมื่อจะอันตรธานนั้นหาสูญพร้อมกันทีเดียวทั้ง ๔ ธาตุไม่ย่อมสูญไปขาดไป แต่ละ ๒ สิ่ง ๓ สิ่ง ๔ สิ่งก็มี บางทีธาตุดินขาดก่อนธาตุน้ำ ธาตุลม ขาดก่อนธาตุไฟ และเมื่อจะสิ้นอายุดับสูญนั้น

ปถวีธาตุ               ๒๐         ขาดไป    ๑๙         หทยัง ยังอยู่

อาโปธาตุ              ๑๒         ขาดไป    ๑๑         น้ำลาย ยังอยู่

วาโยธาตุ              ๖           ขาดไป    ๕           ลมหายใจเข้าออกยังอยู่

เตโชธาตุ               ๔           ขาดไป    ๓           ไฟอุ่นกายยังอยู่

ถ้าธาตุทั้งหลายสูญสิ้นไปดังกล่าวมานี้ อาการตัดทีเดียว รักษาไม่ได้ หากธาตุทั้ง ๔ หย่อนไปแต่ละสิ่งสองสิ่งก็ยังรักษาได้

๒. มรณะด้วยปัจจุบันโรค คือ โอปักกะมิกาพาธ ถูกทุบถองโบยตีบอบช้ำ และต้องราชอาญาของ พระมหากษัตริย์ ให้ประหารด้วยหอกดาบปืนไฟก็ตายดุจเดียวกัน


๔๕

ธาตุทั้ง ๔ พิการตามฤดู

๑. เตโชธาตุพิการ เตโซธาตุชื่อสันตัปปัคคีพิการ (เดือน ๕, ๖, และ ๗) อาการให้เย็นในอกกินอาหารพลันอิ่ม มักให้จุกเสียด ขัดอก อาหารพลันแหลก มักอยากบ่อย จึงให้เกิดลม ๖ จำพวก คือ.-

๑.๑ ลมอุตะรันตะ              พัดแต่สะดือถึงลำคอ


๑.๒ ลมปัตตะรันตะ           ให้ขัดแต่อกถึงลำคอ


๑.๓ ลมอัสวาตะ                ให้ขัดจมูก


๑.๔ ลมปรามาศ                ให้หายใจขัดอก


๑.๕ ลมอนุวาตะ                ให้หายใจขาดไป


๑.๖ ลมมหาสดมภ์             ลมจับนิ่งไป

๒. วาโยธาตุพิการ (เดือน ๘, ๙ และ ๑๐) อาการให้ผอมเหลือง ครั่นตัว เมื่อยทุกข้อ ทุกลำให้แตกขึ้นแตกลง ลั่นโครก มักให้หาวให้เรอ ให้วิงเวียนหน้าตา หูหนัก ร้อนในอก รันทดรันทวยกาย หายใจสั้น ให้เหม็นปาก หวานปากตัวเอง โลหิตออกจากปาก จมูก หู กินอาหารไม่รู้รส

๓. อาโปธาตุพิการ (เดือน ๑๑, ๑๒ และ ๑) กินผักและอาหารทั้งปวงผิดสำแดง

๓.๑ ดีพิการ มักขึ้งโกรธ มักสะดุ้งใจ


๓.๒ เสมหะพิการ กินอาหารไม่รู้รส


๓.๓ หนองพิการ มักให้เป็นหืด ไอ


๓.๔ โลหิตพิการ มักให้คลั่ง เพ้อพก ให้ร้อน


๓.๕ เหงื่อพิการ มักให้เชื่อมซึม


๓.๖ มันข้นพิการ มักให้ตัวชาสากไป


๓.๗ น้ำตาพิการ มักให้ปวดศีรษะ เจ็บตา


๓.๘ มันเหลวพิการ มักให้บวมมือบวมเท้า เป็นน้ำเหลืองตก มักให้ผอมแห้ง


๓.๙ น้ำลายพิการ มักให้เป็นไข้ มักให้คอแห้ง และฟันแห้ง


๓.๑๐ น้ำมูกพิการ มักให้ปวดศีรษะ


๓.๑๑ ไขข้อพิการ มักให้เมื่อยทุกข้อทุกกระดูก


๓.๑๒ มูตรพิการ ให้ปัสสาวะแดง ขัดปัสสาวะ ปีสสาวะเป็นโลหิต ปวดเจ็บเนืองๆ

๔. ปถวีธาตุพิการ (เดือน ๒, ๓ และ ๔) เป็นด้วยนอนผิดเวลา

๔.๑ ผมพิการ ให้ค้นศีรษะ มักเป็นรังแค ให้เจ็บหนังศีรษะเนืองๆ


๔.๒ ขนพิการ มักให้เจ็บทั่วสรรพางค์กายทุกขุมชน ให้ขนลุกพองทั้งตัว


๔.๓ เล็บพิการ มักให้เจ็บต้นเล็บ ให้ต้นเล็บเขียว ต้นเล็บดำช้ำโลหิต ให้เจ็บๆ เสียวๆ นิ้วมือ นิ้วเท้า


๔๖

๔.๔ ฟันพิการ มักให้เจ็บไรฟัน บางทีให้เป็นผีรำมะนาด บางทีให้เป็นโลหิตไหลออกทางไรฟัน ให้ฟันคลอน ฟันโยก ฟันถอนออก

๔.๕ หนังพิการ ให้ร้อนผิวหนังทั่วสรรพางค์กาย บางทีให้เป็นผื่นดุจเป็นผด ให้แสบร้อนอยู่เนืองๆ

๔.๖ เนื้อพิการ มักให้นอนสะดุ้ง ไม่หลับสนิท มักให้ฟกบวม บางทีให้เป็นวงผุดขึ้นเป็นหัวดำหัวแดง หัวเขียวทั้งตัว บางทีเป็นดุจลมพิษ สมมุติว่าเป็นประดง เหือดหัดต่างๆ

๔.๗ เอ็นพิการ มักให้เจ็บสะบัดร้อนสะท้านหนาว ให้ปวดศีรษะ ท่านเรียกว่าลม อัมพฤกษ์กำเริบ

๔.๘ กระดูกพิการ ทำให้เมื่อยขบทุกข้อทุกกระดูก

๔.๙ สมองกระดูกพิการ ทำให้ปวดศีรษะเนืองๆ

๔.๑๐ ม้ามพิการ มักให้ม้ามหย่อน

๔.๑๑ หฤทัยพิการ ทำให้คลุ้มคลั่งดุจเป็นบ้า ถ้ามิฉะนั้น ให้หิวโหยหาแรงมิได้ ให้ทุรนทุราย

๔.๑๒ ตับพิการ ให้ตับโต ตับทรุด เป็นฝีในตับ และตับพิการต่างๆ

๔.๑๓ พังผืดพิการ ให้เจ็บ ให้อาเจียน จุกเสียด กลับเข้าเป็นเพื่อลม

๔.๑๔ ไตพิการ มักให้ปวดท้องแดกขึ้นแดกลง ปวดขบอยู่เนืองๆ

๔.๑๕ ปอดพิการ มักให้ปอดเป็นพิษ กระหายน้ำอยู่เนืองๆ

๔.๑๖ ไส้ใหญ่พิการ มักให้สะอึก ให้หาว ให้เรอ

๔.๑๗ ไส้น้อยพิการ มักให้ผะอืดผะอม ท้องขึ้นท้องพอง มักเป็นท้องมาน กระษัย บางทีให้ลงท้องตกมูกเลือด เป็นไปต่างๆ

๔.๑๘ อาหารใหม่พิการ มักให้ลงท้องลงแดง มักให้อาเจียน และมักให้เป็น ป่วง ๗ จำพวก

๔.๑๙ อาหารเก่าพิการ มักให้กินอาหารไม่รู้รส เป็นต้นที่จะให้เกิดโรคต่างๆ เพราะอาหารแปลกสำแดง

๔.๒๐ มันสมองพิการ ให้ปวดศีรษะ ให้ตาแดง ให้คลั่ง เรียกสันนิบาตต่อกันกับลม


๔๗

ลักษณะเตโชธาตุแตก

๑. เตโชธาตุชื่อปริณามัคคีแตก ให้ขัดในอกในใจ ให้บวมมือบวมเท้า ให้ไอ เป็นมองคร่อ

๒.เตโชธาตุ ชื่อปริทัยหัคคีแตก มักให้มือเท้าเย็น ชีพจรไม่เดิน บางทีให้ตัวเย็นดุจน้ำ แต่ภายในร้อน ให้รดน้ำอยู่มิได้ขาด บางทีให้ตัวเย็นและให้เสโทตกดุจเมล็ดข้าวโพด

๓. เตโชธาตุ ชื่อชิรณัคคีแตก คือความชรานำพญามัจจุราชมาเล้าโลมสัตว์ทั้งปวง จะให้ชีวิตออกจากร่างกายนั้นก็ให้คนไข้มีกายวิปริตต่างๆ คือ ให้หน้าผากตึง ตาไม่รู้จักหน้าคน แล้วกลับรู้จักอีกกายนั้นสัมผัสสิ่งใดก็ไม่รู้สึกตัว  แล้วกลับรู้สึกอีก

๔. เตโชธาตุ ชื่อสันตัปปัคคีแตก เมื่อใดแก้ไม่ได้ ตายแล

 

ลักษณะวาโยธาตุแตก

๑. ลมอุททังคมาวาตาแตก มักให้ดิ้นรน มือเท้าขวักไขว่ ให้พลิกตัวไปมา ทุรนทุราย ให้เรอบ่อยๆ


๒. ลมอโธคมาวาตาแตก ให้ยกมือยกเท้าไม่ได้ ให้เมื่อยขบทุกข้อทุกกระดูก ให้เจ็บปวดยิ่งนัก


๓. ลมกุจฉิสยาวาตาแตก มักให้ท้องขึ้นท้องลั่น ให้เจ็บอก ให้สวิงสวาย ให้แดกขึ้นแดกลง


๔. ลมโกฏฐาสยาวาตาแตก ให้เหม็นคาวคอ ให้อาเจียน ให้จุกเสียด ให้แตกในอก

๕. ลมอังคมังคานุสารีวาตาแตก ให้หูตึง เจรจาไม่ได้ยิน แล้วเป็นดุจหิ่งห้อยออกจากตา ให้เมื่อยต้นขาทั้งสองข้างดุจกระดูกจะแตก ให้ปวดในกระดูกสันหลัง ให้สะบัดร้อนสะบัดหนาว อาเจียนลมเปล่ากินอาหารไม่ได้

๖. ลมอัสสาสะปัสสาสะวาตาแตก จะได้ขาดสูญหามิได้ ถ้าสิ้นลมหายใจแล้วเมื่อใด ก็ตายเมื่อนั้น

 

ลักษณะธาตุอาโปแตก

๑.ดีแตก ทำให้คนไข้คลั่งคล้ไหลหลง ละเมอเพ้อพก นอนสะดุ้งหวาดหวั่น บางทีให้ลงดุจกินยารุให้ลงเขียวลงแดง ลงเหลืองออกมา ทำให้หาสติมิได้

๒. เสมหะแตก ให้จับสะบัดร้อนสะบัดหนาวเป็นเวลา บางทีให้ลงท้องเป็นเสมหะ เป็นโลหิตเน่าให้ปวดมวน

๓. หนองแตก ทำให้ไหลออกมาเนืองๆ ให้กายซูบผอม กินอาหารไม่รู้รส มักเป็นฝีภายใน ๗ ประการ

๔. โลหิตพิการหรือแตก แพทย์สมมุติว่าไข้กำเดา เพราะโลหิตกำเริบ ถ้าแตกก็เป็นพิษต่างๆ ผุดขึ้นมาภายนอก แพทย์สมมุติว่าเป็นรากสาด ข้าวไหม้ใหญ่ ข้าวไหม้น้อย เปลวไฟฟ้า ประกายเพลิง ลำลาบ เพลิงที่เรียกชื่อต่างๆ เพราะโลหิตกระจายแตกซ่านออกผิวเนื้อ ส่วนข้างในก็กระทำพิษต่างๆ บางทีให้อาเจียนเป็นโลหิต บางโลหิตแล่นเข้าจับหัวใจ ให้คลั่งเพ้อหาสติมิได้ บ้างก็ว่าสันนิบาตโลหิตเป็นเพื่อโลหิต


๔๘

สมุฏฐาน บางทีให้ชักเท้าหงิกมือกำ บางทีให้หนาว ให้ร้อน  บางทีให้ขัดสสาวะ ให้น้ำปัสสาวะเป็นสีดำ แดง ขาว เหลือง เป็นไปต่างๆ ธาตุถ้าแตกตั้งแต่ ๒ - ๕ อย่าง จะแก้ไม่ได้โดยเร็วพลันใน ๒ - ๓ วัน ถ้าเป็นแต่ ๑ หรือ ๒ ให้แก้ดูก่อน ที่โลหิตแตกซ่านออกมาถึงผิวเนื้อนั้น ท่านให้ประกอบยาที่แก้ไข้เหนือ แก้ที่โลหิตทำภายในให้โลหิตมาก ท่านให้ประกอบยาที่แก้ลักปิดแก้เถิด

๕. เหงื่อ ถ้าแตกให้เหงื่อตกหนัก ให้ตัวเย็นขาวซีด ให้สวิงสวายหากำลังมิได้

๖. น้ำตา ถ้าแตกหรือพิการ ให้ตามัวให้น้ำตาตกหนัก ตาแห้ง ตานั้นเป็นดุจเยื่อผลลำไย

๗. มันเหลว ถ้าแตก กระจายออกทั่วสรรพางค์กายทำให้ตัวเหลืองตาเหลือง เว้นแต่อุจจาระ ปัสสาวะไม่เหลือง บางทีให้ลงท้องให้อาเจียนดุจเป็นป่วงลงเพราะโทษน้ำเหลือง

๘. น้ำลาย ถ้าแตกให้ปากเปื่อย น้ำลายเหนียว บางทีเป็นเม็ดยอดขึ้นในลิ้นในคอ

๙. น้ำมูก เมื่อพิการหรือแตก ให้ปวดในสมอง ให้น้ำมูกตก ให้ตามัว ให้ปวดศีรษะ

๑๐. มันข้น เมื่อพิการหรือแตก ดุจโลหิตเสียก็เหมือนกัน ซึมซาบออกมาทางผิวหนังดุลผด ผุดออกมาเป็นดวง บางทีแตกเป็นน้ำเหลือง ให้ปวดแสบปวดร้อนยิ่งนัก

๑๑. ไขข้อ เมื่อพิการหรือแตกก็ดี ไขข้อนี้มีอยู่ในกระดูก จะทำให้เมื่อยในข้อในกระดูกทุกแห่งดุจครากจากกัน ให้ขัดให้ตึงทุกข้อ

๑๒. มูตร เมื่อพิการแตกนั้น ให้ปีสสาวะวิปลาส คือแดง เหลืองและเป็นนิ่วก็ดี บางทีเป็นดุจน้ำข้าวเช็ด ให้ขัดเบา ให้เจ็บหัวเหน่า ให้หัวเหน่าฟก เป็นนิ่ว เป็นมุตกิด เป็นสัณฑฆาต กาฬขึ้นในมูตรให้มูตรพิการ แปรไปต่างๆ

 

ธาตุดินพิการ

๑. ผมพิการ เจ็บในสมอง ผมร่วง

๒. ขนพิการ เจ็บทุกขุมขนทั่วสรรพางค์กาย

๓. เล็บพิการ ให้ต้นเล็บช้ำ เขียวดำ บางให้ฟกบวม เป็นหัวเดือนหัวดาว บางทีให้ขบเล็บช้ำเป็นหนอง เจ็บปวดยิ่งนัก

๔. ฟันพิการ หักถอนแล้วก็ดี ย่อมเป็นประเพณีสืบกันมา ถ้าเจ็บในไรฟัน ในรากฟัน ในเหงือกก็ให้แก้ในทางรำมะนาด

๕. หนังพิการ ให้หนังสากชา ถ้ามดหรือแมลงวันไต่หรือจับก็ไม่รู้สึกกาย ให้แสบร้อนยิ่งนัก เรียกว่ากัมมิโทษ คือโทษที่เกิดแต่กรรม

๖. เนื้อพิการ เนื้อ ๕๐๐ ชิ้น ถ้าพิการให้เสียวไปทั้งตัว มักให้ฟกที่นั้นบวมที่นี่ให้เป็นพิษ บางทีให้ร้อนดุจไฟ บางทีให้ฟกขึ้นดุจประกายดาษ ประกายเพลิง

๗. เอ็นพิการ เส้นประธาน ๑๐ เส้น มีบริวาร ๒,๗๐๐ เส้น ก็หวาดไหวไปสิ้นทั้งนั้น ที่กล้าก็กล้า ที่แข็งก็แข็ง ที่ตั้งดานก็ตั้งตาน ที่ขอดก็ขอดเข้าเป็นก้อนเป็นเถาไป เป็นเหตุแต่จะให้โทษหนัก แต่เส้นอันชื่อว่าสุมนากับเส้นอัมพฤกษ์นั้น ทำเหตุแต่จะให้ระส่ำระสาย ให้ร้อน ให้เย็น ให้เมื่อย ให้เสียวไปทุกเส้น


๔๙

เอ็นทั่วทั้งตัวตั้งแต่ที่สุดบาทาตลอดขึ้นไปถึงศีรษะ ทำให้เจ็บเป็นเวลา แต่เส้นอัมพฤกษ์สิ่งเดียวนั้นให้โทษถึง ๑๑ ประการ ถ้าพร้อมทั้ง ๒,๗๐๐ เส้นแล้วก็ตาย ถ้าเป็น ๒ - ๓ เส้นยังแก้ได้

๘. กระดูกพิการ กระดูกทั้งหลายประมาณไว้ ๓๐๐ ท่อน ถ้าพิการโรคนี้จะแก้เป็นอันยากยิ่งนัก

๙. เยื่อในกระดูกพิการ (คัมภีร์ไม่บอกอาการ บอกแต่ยาแก้เหมือนแก้กระดูก)

๑๐. ม้ามพิการ ให้ม้ามหย่อน

๑๑. ดวงหฤทัยพิการ ถ้าพิการหรือแตกก็ดี กระทำให้เป็นคนเสียจริต ถ้ายังอ่อนอยู่ให้คุ้มดีคุ้มร้ายมักขึ้งโกรธ บางให้ระส่ำระสาย ให้หิวหากำลังมิได้

๑๒. ตับพิการ ถ้าพิการแตกก็ดี เป็นเพราะโทษ ๔ ประการ คือ.

๑๒.๑ กาฬผุดขึ้นในตับ จึงทำให้ตับหย่อน

๑๒.๒ เป็นผีในตับ ย่อมให้ลงเป็นโลหิตสดๆ ออกมา

๑๒.๓ กาฬมูตรผุดขึ้นในตับ กระทำให้ลงเป็นเสมหะโลหิตเน่า ปวดมวนอยู่เสมอ ให้ตาแดงเป็นสายโลหิต คนทั้งปวงย่อมสมมุติเรียกว่ากระสื่อ  ปีศาจเข้าปลอมกิน เพราะคนไข้ เพ้อหาสติมิได้ เจรจาด้วยผี หมอจะแก้ยากนัก

๑๒.๔ เป็นด้วยปถวีธาตุแตกเอง ให้ระส่ำระสาย ให้หอบไออยู่เป็นนิจ จะบริโภคอาหารก็ไม่ได้ หายใจก็ไม่ถึงท้องน้อย

๑๓. พังผืดพิการแตก ให้อกแห้ง กระหายน้ำ คือริดสีดวงแห้งนั่นเอง

๑๔. พุงพิการแตก ให้ขัดอก ให้ลงท้อง ท้องขึ้นท้องพอง ให้แน่นในอกในท้อง บริโภคอาหารไม่ได้

๑๕. ปอดพิการแตก เมื่อปอดพิการแตกก็ดี อาการดุจไข้พิษ คือ กาฬขึ้นในปอด ให้ร้อนอกกระหายน้ำ แล้วหอบจนโครงลด ให้กินน้ำจนปอดลอยจึงหายอยาก บางทีจนอาเจียนน้ำออกมาจึงจะหายอยาก

๑๖. ไส้ใหญ่พิการแตก คือ กินอาหารผิดสำแดง ให้ปวดท้อง ให้ขัดอก บาทีให้ลง ให้อาเจียนคือลมกัมมัชวาตพัดให้เสมหะเป็นดานกลับเข้าไปในท้องในทรวงอก แล้วให้ตัดอาหารย่อมว่าไส้ตีบ

๑๗. ไส้น้อยพิการแตก ให้วิ่งเวียนหน้าตา จะลุกยืนขึ้นให้หาว ให้เรอ ให้จุกเสียด เจ็บเอว ให้เสมหะขึ้นคอ ให้ร้อนคอร้อนท้องน้อย เป็นลม คลื่นเหียน ให้ตกโลหิต ให้ตกหนอง

๑๘. อาหารใหม่พิการแตก ถ้าบริโภคอาหารเข้าไปอิ่มแล้วเมื่อใด ก็ทำให้ร้อนท้องนัก บางทีให้สะอึก แล้วให้จุกเสียดตามชายโครง ให้ผะอืดผะอม คนสมมุติว่าไฟธาตุหย่อน แต่ไม่ใช่อาการอย่างนี้เป็นเพราะบริโภคอาหารที่ไม่เคยบริโภค เช่น อาหารดิบ หรือลมกุจฉิสยาวาตพัดไม่ตลอด ให้เป็นไปต่างๆ บางทีให้ลง บางทีให้เป็นพรรดึกแดกขึ้นแดกลงกินอาหารไม่ได้ กินอาหารไม่ได้

๑๙. อาหารเก่าพิการแตก อาหารเก่าเมื่อพิการแตก คือ ซางขโมยกินลำไส้ เมื่อพ้นกำหนดซางแล้วคือริดสีดวงคูถทวาร

๒๐. สมองศีรษะพิการแตก เมื่อสมองพิการหรือแตก ให้เจ็บในศีรษะดังจะแตก ให้ตามืด ให้หูตึง ปากและจมูกเฟดขึ้น ลิ้นกระด้าง เดิมเป็นเพราะสันนิบาตลมปะกัง ถ้ายาใดๆ ก็แก้ไม่หาย

bottom of page