top of page

เมนูการเรียนรู้

1 .

เนื้อหาหลัก

2 .

สรุปย่อ

เอกสารประกอบ

คลิปเสียง

3 .

คลิป VDO

4 .

แบบทดสอบ

เวชกรรมไทย ๑

บทที่ ๑ ประวัติการแพทย์แผนไทย

๕๖

๔. คัมภีร์ธาตุวิวรณ์

๑. ธาตุ ๔ พิการ

๑.๑ ปถวีธาตุพิการ ทำให้กายคนไข้แข็งกระด้าง ตึงชา เนื้อหนังเหี่ยวแห้ง  แข็งดังขอนไม้เปรียบดังอสรพิษกฎมุขขบตอด

๑.๒ อาโปธาตุพิการ ให้พรุนเปื่อยเป็นหิดเป็นฝี บางทีเป็นเม็ดคันทั่วกาย มีน้ำเหลืองไหลปรี่กลิ่นเหม็นเน่า เปรียบดังงูปูติมุขขบตอด มีพิษซ่านทั่วกาย

๑.๓ เตโซธาตุพิการ ให้รุ่มร้อนเป็นกำลัง ผิวหนังหม่นไหม้ด้านดำ มีพิษดังงูอัคคีมุขขบตอดดังไฟลนทั่วทั้งกาย


๕๗

๑.๔ วาโยธาตุพิการ มีโทษมากกว่าธาตุทั้ง ๓ มีพิษให้เปื่อยพัง ให้ขาดเป็นชิ้นๆ ดังมีดเชือด เปรียบดังงูสัตถมุขขบตอด ให้เปื่อยเน่าทั่วร่างกาย

๒. ฤดู ๓ ให้ธาตุพิการ

๒.๑ คิมหันตฤดู (แรม ๑ ค่ำเดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘) เตโชธาตุพิการ โลหิตเป็นต้น ไข้ มักให้โทษนานาประการ

๒.๒ วสันตฤดู (แรม ๑ ค่ำเดือน ๘ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒) วาโยธาตุพิการ ให้โทษกว่าธาตุทุกกอง

๒.๓ เหมันตฤดู (แรม ๑ ค่ำเตือน ๑๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำเตือน ๔) อาโปธาตุพิการ

๓. ฤดู ๔ ให้ธาตุพิการ

๓.๑ คิมหันตฤดู (เดือน ๕, ๖ และ ๗)  เป็นเพื่อเตโชธาตุ พิกัดสันตัปปัคคีให้โลหิตกำเริบ อยากอาหารบ่อย กินมิทันอิ่มให้อาเจียน ขัดอก แสบไส้จุกเสียด เวียนหน้าเป็นลมในอุทร ให้ปวดมวนท้อง มือเท้าสั่น เมื่อยตัว หายใจดุจหิด ระส่ำระสาย และเกิดลมร้าย ๖ จำพวก เพราะกินอาหารแสลง

๓.๒ วสันตฤดู (เดือน ๘, ๙ และ ๑๐) เป็นเพื่อวาโยธาตุกำเริบ ปริณามัคคีหย่อน เหตุเกิดเพราะกินอาหารชุ่มมัน ให้เกิดโรคผอมเหลือง หายใจสั้น ให้ท้องลั่นโครก แดกขึ้นแดกลง หาวเรอ วิงเวียนหน้าตา กินอาหารไม่รู้รส หูหนัก ปากเหม็น ปากหวาน เกิดกาฬเลือดออกมาทางปากทางหู

๓.๓ วสันตเหมันตฤดู (เดือน ๑๑, ๑๒ และ ๑) สองฤดูระคนกัน อาโปธาตุกำเริบ เหตุด้วยกินอาหารผิดสำแดง มักขี้งโกรธดุจเป็นบ้า ขบตามข้อกระดูก มือเท้าบวม ให้ลงเป็นโลหิต ให้ไอ ให้ผอมเหลืองขัดทรวง ลงท้องปวดมวน กินไม่ได้ นอนไม่หลับ

๓.๔ เหมันตคิมหันตฤดู (เดือน ๒, ๓ และ ๔) สองฤดูระคนกัน ปถวีธาตุกำเริบ นอนไม่หลับ กระหายน้ำ ให้รุ่มร้อน เสียดสองข้าง มักขึ้งโกรธ ให้เจ็บคอ ปากหวาน เจ็บอก ท้องลั่นปั่นป่วน

๔. ฤดู ๖ ให้ธาตุพิการ

๔.๑ คิมหันตฤดู (เดือน ๕ - ๖) เป็นเพื่อกำเดาและดี แสบอก เมื่อยมือเมื่อยเท้า เสียดแทงนอนไม่หลับ มวนท้อง อาเจียน สะอึก

๔.๒ คิมหันตวสันตฤดู (เดือน ๗ - ๘) เป็นเพื่อเตโช วาโย กำเดา โลหิต ให้ปวดมวนในกายปวดศีรษะ นอนไม่หลับ กินอาหารไม่รู้รส ให้ระส่ำระสาย คลั่งไคล้ลืมตัว

๔.๓ วสันตฤดู (เดือน ๙ - ๑๐) เกิดเพื่อวาโยกล้า เกิดโรคเพื่อเสมหะติดอก ให้หนักอก หายใจขัดคันตัว หากวาโย และเสมหะระคนกัน มีรสกล้ามาก

๔.๔ สาระทะฤดู (เดือน ๑๑ - ๑๒) วสันต และเหมันตเจือ ไข้เกิดเพื่อลมเสมหะมูตร ร้อนในทรวงอก  ร้อนในไส้ในกาย ให้เจ็บฟก  เจ็บกระดูกสันหลัง และเจ็บคอ

๔.๕ เหมันตฤดู (เดือน ๑ - ๒) อาโปและปถวีแทรก เป็นไข้เพื่อเสมหะ กำเดาเลือด ให้เจ็บสันหลัง บั้นเอว เนี้อตึง ต้นคอแข็งดุจดังตรีโทษ


๕๘

๔.๖ ศิศิระฤดู (เดือน ๓ - ๔) ปถวีธาตุเป็นมูลโรค เกิดโรคด้วยเลือด ลม กำเดาเจือเสลดเกิดโรคฟกบวม หูทั้งสองเป็นน้ำหนวกเหม็นเลือดเน่าไหลออกจากหู

๕. ธาตุ ๔ วิปลาส

๕.๑ กองปถวีธาตุ เกิดเหาและเล็นมาก ไข้ครุ่นอยู่เป็นประมาณ ท้องลั่นและพลุกพล่าน ให้ท้องขึ้นและเจ็บท้อง ตกเลือดเหม็นเน่า เสียดแทงในท้อง ขัดตะโพก อาการเหมือนเป็นกระษัย ให้เจ็บในอกให้เนื้อซ้ำฟก เล็บมือเล็บเท้าเขียว

๕.๒ กองเตโชธาตุ ให้ร้อนปลายมือปลายเท้าดุจดังปลาดุกยอก ให้ร้อนในท้องในไส้ บวมหน้าบวมหลัง และท้อง เป็นเม็ดแสบร้อนดังหัวผดทั่วทั้งตัว และหลบกลับเข้าด้านใน ให้เจ็บหลัง ตกมูก เลือดเป็นหนอง

๕.๓ กองวาโยธาตุ เป็นตะคริว เมื่อยมือเมื่อยเท้า หูอื้อตึง หนักเอว หนักสันหลัง รากลมเปล่า เจ็บอก ขัดหัวเข่า หายใจขัดอก เป็นหวัดหอบหืด ตาพราย วิงเวียนหน้าตา

๕.๔ กองอาโปธาตุ จุกอก ลงท้อง แล้วแปรเป็นกระษัยกล่อน ขัดหนักขัดเบา ตึงหัวเหน่า ท้องน้อยเป็นก้อน เป็นลูกกลิ้งขึ้นกลิ้งลง ตกเลือดตกหนอง พรรดึกร้อนหน้าหลังดังเพลิง ให้เหลืองซีดผอม เกิดเสลด มือเท้าเย็น ขัดสีข้าง (ชายขัดทางขวา หญิงขัดทางซ้าย) เป็นไข้จับ

๖. ธาตุ ๔ เป็นตรีโทษ

๖.๑ ปถวีธาตุ ให้รากทรวงอกแห้ง กายแข็งเหมือนท่อนไม้ ไม่รู้รสอาหาร เป็นไข้อยู่ร่ำไป เจ็บอก กินอาหารแล้วให้แสบท้อง ร้อนในอกท้องขึ้นท้องพอง. เขียวช้ำทั่วกาย

๖.๒ อาโปธาตุ กายซูบผอม เหงื่อตกมาก ตึงตัวตึงหน้า กินอาหารน้อย ร้อน กระหายน้ำ ขัดอก ให้ท้องเป็นลมลั่น อยากของมัน มักขึ้งโกรธ ให้ร้อนและเย็นในอก เป็นไข้จับ ปากชุ่ม ขม ร้อน เผ็ด หวาน

๖.๓ เตโชธาตุ ร้อนในท้อง ไส้พุงพลุ่งพล่าน มือเท้าตาย ไอดังขลุกๆ ในลำคอและทรวงอกเมื่อยขบทั่วร่างกาย ให้ผอมแห้ง ปวดมวนท้อง ร้อนรุ่มกาย วิงเวียนหน้าตา มักแสบไส้ เป็นลม มือเท้าสั่นให้ร้อนเสียวดังเพลิงรม

๖.๔ วาโยธาตุ ผอมเหลือง ซูบเศร้าหมอง จุกอกเป็นก้อนในทรวงและท้อง ให้ราก สะอึก เรอ ให้ใจสั่น หวานปาก อาเจียนร้อนอก ปวดศีรษะ เจ็บอก คันตัว ผุดแดงดังสีเสียด ไอดัง เป็นหืด หนักหน้าตามัว

กำหนดวันเวลาเกิดไข้

๑. วาตะสมุฏฐาน                กำหนด ๑๐ วัน

๒. ปิตตะสมุฏฐาน               กำหนด ๗ วัน

๓. เสมหะสมุฏฐาน              กำหนด ๑๒ วัน


๕๙

ลักษณะอาการของโทษ ๒ (ทุวันโทษ)

๑. เสมหะกับลม อาการ ทำให้กายชุ่มไปด้วยเหงื่อ เจ็บทั่วร่างกาย ง่วงนอน หนักเนื้อตัว เจ็บศีรษะมักเป็นหวัด และให้ไอ

๒. เสมหะกับดี อาการ เป็นไข้ ปากขม ตัวสั่น พูดพร่ำเพ้อ ให้หนาวๆ ร้อนๆ และไอ

๓. ดีกับโลหิต อาการ คนไข้ใจระทดรุ่มร้น หมองจิต มักตกใจสะดุ้ง ดี ลม และกำเดาระคนกัน มักให้อยากน้ำ ยอกเสียวเป็นเวลา มักวิงเวียนหน้าตา มักให้กระวนกระวาย ให้คัดจมูก เจ็บศีรษะ ร้อนคอ สะท้านกายใจไม่สบาย ให้เจ็บไข้ ให้หนาว

ลักษณะอาการของโทษ ๓ (ตรีโทษ)

โทษ ๓ (ตรีโทษ) ปิตตะ เสมหะ ลม ให้เกิดมหาสันนิบาต คนไข้นั้นจะตายเพราะอาการดังนี้ คือให้ร้อนกระวนกระวาย ให้เจ็บทั่วกาย เชื่อมซึม ไม่สมปฤดี เย็นสะท้าน ทั้งกาย ผิวนวล เวียนหน้าตา กินอาหารน้อย หน้าตาแดงดังสีเลือด เจ็บคอ เจ็บหัวและเจ็บหู และเจ็บทั่วทั้งกาย ไม่อยากข้าว นอนไม่หลับ ลิ้นกระด้าง หาวนอน ให้หนาวๆ ร้อนๆ ตัวแดงและเหลืองเหมือนทาขมิ้น หายใจขัดทั้งเข้าออก คนไข้ใดมี อาการเช่นว่านี้ ถึงตรีโทษ รักษายากนัก

มูลเหตุของการเกิดโรคมี ๖ ประการ ดังนี้

๑. กินอาหารผิดเวลา และอิ่มนัก

๒. เสพเมถุนมาก

๓. กลางวันนอนมาก

๔. กลางคืนนอนไม่หลับ

๕. โทสะมาก

๖. กลั้นอุจจาระปัสสาวะ

โทษห้ามผู้ไข้พึงเว้น ๑๑ ประการ เริ่มตั้งแต่แรกไข้

๑. อย่าอาบน้ำ

๒. อย่าทาของหอม

๓. อย่าเสพเมถุน

๔. อย่าขัดสีร่างกาย

๕. อย่านอนกลางวัน

๖. อย่าทำงานหนัก

๗. อย่าเอาโลหิตออกจากกาย

๘. อย่าโกนศีรษะหนวดเครา

๙. อย่าโกรธให้มากนัก


๖๐

๑๐. อย่านอนตากแดดตากลม

๑๑. อย่ากินของมันคาว

ถ้าเว้นโรคจะรักษาให้หายได้ ถ้าทิฏฐิจะตาย โรคจะพูนทวีเป็นทุวันโทษ และตรีโทษ

กำลังโรคแห่งสัตว์โลก ตามอายุสมุฏฐาน

๑. แรกเกิดถึง ๑๖ ปี เสมหะพิการ (ใช้ยารสหวาน ขม เปรี้ยว)

๒. ๑๖ ปี ถึง ๓๐ ปี กำเดา ดี โลหิตพิการ (ใช้ยารสเปรี้ยวฝาด เปรี้ยว เค็ม ขม)

๓. ๓๐ ปี ถึงชราหรืออายุชัย วาตะพิการ (ใช้ยารสขม ร้อน เค็ม ฝาด หอม)

 

การพิเคราะห์รสยารักษาโรค ใช้ยา ๘ รส มีดังนี้คือ.-

๑. รสขม ซาบผิวหนัง

๒. รสฝาด ซาบมังสัง

๓. รสเค็ม หวังซาบเส้นเอ็น

๔. รสเผ็ดร้อน ซาบกระดูก

๕. รสหวาน ซึมซาบลำไส้ใหญ่

๖. รสเปรี้ยว ซาบลำไส้เล็ก

๗. รสหอมเย็น ซาบหัวใจ

๘. รสมัน ซาบข้อต่อทั้งปวง

ให้แพทย์แต่งรสยารักษาโรคตามนี้ โรคจะหาย

 

การพิเคราะห์โรคตามสถานประเทศ มีดังนี้คือ.-

๑. กัณห์ประเทศ บุคคลเกิดที่น้ำจืด น้ำเค็ม เปือกตมมากมาย เกิดโรคเพราะเสมหะและลมกล้ากว่ากำเดา ดีและโลหิต พึงแต่งยาแก้เสมหะและวาตะ

๒. สาครประเทศ บุคคลเกิดที่มีกรวด ทราย ศิลามาก น้ำน้อย เกิดโรคเพราะโลหิตและกำเดากล้ากว่าเสมหะและลม พึงแต่งยาแก้โลหิตและกำเดา

๓. สาธารณประเทศ บุคคลเกิดในที่มากด้วย กรวด ทราย เปือกตม ศิลา น้ำจืด น้ำเค็ม หนอง น้ำเกิดโรคระคนกันทั้งเลือด ลม กำเดา ดี

การพิเคราะห์ใช้ยารักษาโรคตามโลหิตฉวี มีดังนี้คือ.-

๑. คนไข้ผิวเนื้อขาว              โลหิตรสหวาน ใช้ยารสเผ็ด ร้อน ขม

๒. คนไข้ผิวเนื้อขาวเหลือง    โลหิตรสเปรี้ยว ใช้ยารสเค็ม (ใส่เกลือเจือให้มาก)

๓. คนไข้ผิวเนื้อดำแดง         โลหิตรสเค็ม ห้ามใช้ยารสเค็ม

๔. คนไข้ผิวเนื้อดำ               โลหิตรสเค็มและเย็นมาก ให้ใช้ยารสหวาน


๖๑

การพิเคราะห์กำหนดเวลาไข้ มีดังนี้คือ.-

๑. ย่ำรุ่งถึงเที่ยง เป็นไข้เพื่อเสมหะ

๒. เที่ยงถึงเย็น เป็นไข้เพื่อโลหิต

๓. ค่ำถึงเที่ยงคืน เป็นไข้เพื่อวาตะ

๔. เที่ยงคืนถึงสว่าง เป็นไข้เพื่อดี

 

การพิเคราะห์ลักษณะประเภทไข้ มีดังนี้คือ.-

๑. ไข้เพื่อเสมหะเอกโทษ อาการ ให้หนาวให้ร้อน ขนลุก แสยงขน จุกอก ให้หลับใหล กินไม่ได้ อ่อนแรง ฝ่ามือฝ่าเท้าซีดเผือด ให้ปากหวาน ให้ราก

๒. ไข้เพื่อกำเดาเอกโทษ อาการ ให้ปากขม ให้ร้อนละเมอเพ้อคลั่ง ปวดศีรษะ อยากน้ำเป็นกำลัง กายเหลือง หน้าตาเหลือง ปีสสาวะแดง ให้ตึงแตกระแหง เป็นไข้ ฟันแห้ง นอนไม่หลับ

๓. ไข้เพื่อโลหิตเอกโทษ อาการ ให้ตัวร้อน ปวดศีรษะมาก หน้าตาแดง ปัสสาวะเหลือง หน้าแตกระแหง ฟันแห้ง

๔. ไข้เพื่อลมเอกโทษ อาการ ให้ขนลุกขชัน หนาวสะท้าน ปวดศีรษะ เวียนหน้าตา มักโกรธง่าย เสียดแทงในอก กระหายน้ำ ในท้องเป็นก้อน ทุรนทุรายหายใจขัด ตาและเล็บเหลือง ไอดังเป็นหวัด ปากฝาด เจ็บคาง เมื่อยขากรรไกร ไอแห้ง

การพิเคราะห์ลักษณะเวลาการจับไข้ มีดังนี้คือ.-

๑. โทษหนึ่ง           ย่ำรุ่งถึงบ่ายสามโมง               อาการไข้บรรเทาคลาย

๒. โทษสอง           บ่ายถึงสองทุ่ม                     อาการไข้สร่างเบาหาย

๓. โทษสาม          ไก่ขันถึงสามยาม                 อาการไข้หนัก

๔. โทษสี่               เวลาผิดจากโทษ ๑ - โทษ ๓           อาการถึงตาย

bottom of page