top of page

เมนูการเรียนรู้

1 .

เนื้อหาหลัก

2 .

สรุปย่อ

เอกสารประกอบ

คลิปเสียง

3 .

คลิป VDO

4 .

แบบทดสอบ

เวชกรรมไทย ๑

บทที่ ๑ ประวัติการแพทย์แผนไทย

๖๙

๒. คัมภีร์ตักศิลา

เป็นคัมภีร์ที่กล่าวถึงลักษณะอาการ การรักษาพิษไข้กาฬต่างๆ ซึ่งจำแนกไว้หลายอย่าง

โรคไข้พิษไข้กาฬต่างๆ ที่กล่าวในพระคัมภีร์ตักศิลา มีดังนี้

๑. ไข้พิษไข้กาฬ                                              ๒๑ จำพวก


๒. ไข้รากสาด (ไข้กาฬ)                                    ๙ จำพวก


๓. ไข้ประดง (ไข้กาฬแทรกไข้พิษ)                     ๘ จำพวก


๔. ไข้กาฬ                                                      ๑๐ จำพวก


๕. ฝีกาฬ (เกิดในไข้พิษ)                                   ๑๐ จำพวก


๖. ไข้กระโดง (ไข้กาฬ)                                     ๔ จำพวก


๗. ฝีกาฬ                                                       ๖ ชนิด


๘. ไข้คดไข้แหงน                                             ๒ จำพวก


๙. ไข้หวัด                                                      ๒ จำพวก


๑๐. ไข้กำเดา                                                 ๒ จำพวก


๑๑. ไข้ ๓ ฤดู                                                 ๓ จำพวก

๑. ลักษณะอาการของไข้พิษไข้กาฬ

ลักษณะการผุด เกิดขึ้นมาบางทีไม่เจ็บไข้สบายอยู่เป็นปกติ ไข้เกิดภายใน ให้ผุดเป็นแผ่นเป็น เม็ดสีแดง, สีดำ, สีเขียวก็มี เป็นทรายทั่วทั้งตัวก็มี ผุดได้ ๑ วัน ๒ วัน ๓ วัน จึงล้มไข้ และใน ๑ วัน ๒ วัน ๓ วันนั้น ทำพิษต่างๆ ผุดขึ้นเป็นแผ่น เป็นวง เป็นเม็ดทรายขึ้นมาเป็นสีแดง สีดำ สีเขียว สีคราม เป็นรอดบ้าง ตายบ้าง ให้แพทย์ให้ยากระทุ้งพิษไข้นั้นให้สิ้น ถ้ากระทุ้งพิษขึ้นไม่หมดกลับลงไปกินตับกินปอด ให้ถ่ายออกเป็นโลหิตเสมหะ บางทีให้ลงทางปัสสาวะ ให้ปิดปัสสาวะ บางทีให้อาเจียนเป็นโลหิต ให้ไอบางทีให้ร้อนในกระหายน้ำ ให้หอบ ให้สะอึก ลิ้นกระด้าง คางแข็ง ให้ชักตาเหลือกตากลับ บางที่ทำพิษให้จับหัวใจ ให้นอนกรนไปไม่มีสติสมปฤดี ให้จับกรนครอกๆ บางทีกระทำให้ปิตตะสมุฏฐานกำเริบ ให้เหลืองไปทั่วกาย ถ้าแพทย์รักษาดีก็จะรอด ถ้ารักษาไม่ดีก็จะตายให้ตรองจงหนัก พระผู้เป็นเจ้าจึงให้แพทย์พิจารณารักษาไข้พิษ ไข้เหนือให้ละเอียด ถ้าไม่รู้จักไข้เหนือ ไข้พิษ ห้ามมิให้ไปรักษาเขาเห็นแก่อามิสสินจ้าง โลภจะเอาทรัพย์เขาวางยาผิดเขาตายลงด้วยพิษยาของแพทย์ แพทย์นั้นจะตกในมหาอเวจีนรก ถ้าแพทย์ผู้ใดประกอบไปด้วยเมตตาจิต มีสติปัญญารักษาวางยาให้ถูกกับโรค แพทย์ผู้นั้นก็จะเจริญมีโภคทรัพย์มา มีอายุยืนนาน

๒. การพิจารณากรรักษาไข้พิษไข้กาฬ การพิจารณารักษาไข้พิษไข้กาฬนั้น มีข้อห้าม ดังนี้

๒.๑ ห้ามวางยารสร้อน

๒.๖ ห้ามปล่อยปลิง      (ห้ามเอาโลหิตออก)

๒.๒ ห้ามวางยารสเผ็ด

๒.๗ ห้ามถูกน้ำมัน

๒.๓ ห้ามวางยารสเปรี้ยว

๒.๘ ห้ามถูกเหล้า

๒.๔ ห้ามประคบ

๒.๙ ห้ามกิน, ห้ามอาบน้ำร้อน

๒.๕ ห้ามรับประทานส้มมีผิวมีควัน     ห้ามกะทิน้ำมัน

๒.๑๐ ห้ามนวด


 

๗๐

ถ้าไม่รู้กระทำผิดดังกล่าวมานี้ อาจเป็นอันตรายถึงตายได้

๓. ยารักษาไข้พิษไข้กาฬ

ให้แพทย์ใช้ยากระทุ้งพิษให้สิ้น ถ้ากระทุ้งพิษไม่หมด ก็จะกลับลงไปกินตับกินปอด ให้ถ่ายออกมาเป็นโลหิตเสมหะ ทำพิษต่างๆ ถ้ารักษาดีก็มีโอกาสรอด ถ้ารักษาไม่ดีก็ตาย ดังนั้นแพทย์เมื่อจะกระทุ้งพิษให้ไข้พิษไข้กาฬออกมานั้น จะต้องใช้ยาชื่อ แก้ว ๕ ดวง (ยา ๕ ราก) และยาอื่นๆ ตามลำดับ ดังนี้

ยากระทุ้งพิษขนานที่ ๑ (ยาแก้ว ๕ ดวง) มีดังนี้

๑. รากชิงชี่


๒. รากย่านาง


๓. รากคนทา


๔. รากเท้ายายม่อม


๕. รากมะเดื่อชุมพร

ยาทั้งนี้ เอาสิ่งละเสมอภาคกัน รับประทานครั้งละ ๒ - ๓ ซ้อนโต๊ะ ห่างกันประมาณ ๓ ชม. ต่อครั้ง สรรพคุณ กระทุ้งพิษไข้

ขนานที่ ๒ (ยาประสะผิวภายนอก) มีดังนี้

๑. ใบย่านาง

๒. ใบมะขาม

๓. เถาวัลย์เปรียง

ยาทั้งนี้ เอาหนักสิ่งละเสมอภาค บดแทรกดินประสิว ละลายน้ำซาวข้าวพ่น ถ้ายังมิดีขึ้น กระทำพิษให้ตัวร้อนเป็นเปลวถ้าตัวร้อนจัดให้แต่งยาพ่นซ้ำอีก

ขนานที่ ๓ (ยาพ่นภายนอก) มีดังนี้

๑. เถาขี้กาแดง เอาทั้งใบและราก

๒. เถาย่านาง เอาทั้งใบและราก

๓. รากฟักข้าว

ยาทั้งนี้ เอาหนักสิ่งละเสมอภาค บดแทรกดินประสิวพอควร ละลายน้ำซาวข้าวทั้งให้กินและพ่นภายนอก เมื่อใช้ยาดังกล่าวแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น ให้ใช้ยาขนานต่อไปดังนี้

ขนานที่ ๔ ยาพ่นและยากิน มีดังนี้

๑. ใบทองหลางใบมน

๒. เปลือกทองหลางใบมน

๓. ข้าวสาร

ยาทั้งนี้ เอาหนักสิ่งละเสมอภาค บดแทรกดินประสิว ทั้งกินทั้งพ่น เมื่อได้ใช้ยากินกระทุ้งภายใน และพ่นภายนอกแล้ว ก็ให้ต้มยากินรักษาภายในอีกด้วย ดังต่อไปนี้


๗๑

ขนานที่ ๕ ยาแปรไข้ มีดังนี้

๑. ใบมะยม                                      ๗. ใบมะกรูด


๒. ใบคนทีสอ                                   ๘. ใบมะเฟือง


๓. ใบมะนาว                                    ๙. ใบมะตูม


๔. ใบหมากผู้                                    ๑๐. ใบหมากเมีย


๕. หญ้าแพรก                                   ๑๑. หญ้าปากควาย


๖. ขมิ้นอ้อย

ยาทั้งนี้ หนักสิ่งละเสมอภาค บดละลายน้ำซาวข้าว รับประทานแปรไข้จากร้ายเป็นดี นอกจากยารับประทานแปรไข้ภายในแล้ว ยังมีพ่นแปรพิษภายนอกอีกคือ

ขนานที่ ๖ ยาพ่นแปรผิวภายนอก มีดังนี้

๑. รังหมาร่าที่ค้างแรมปี


๒. หญ้าแพรก


๓. หญ้าปากควาย


๔. ใบมะเฟือง

ยาทั้งนี้ หนักสิ่งละเสมอภาค บดปั้นเม็ด เอาน้ำซาวข้าวเป็นกระสาย พ่นเพียง ๓ ครั้งเท่านั้น เมื่อได้ทำการรักษาเป็นระยะมาแล้ว อาการไม่ดีขึ้นตามลำดับ ก็ควรให้กินยารักษาไข้เฉพาะ เรียกว่า ยาครอบไข้ตักศิลา มีดังนี้

ขนานที่ ๗

๑. จันทน์แดง                                    ๘. จันทน์ขาว


๒. ใบสวาด                                      ๙. หัวคล้า


๓. ง้วนหมู                                        ๑๐. รากสะแก


๔. รากจิงจ้อ                                     ๑๑. รากฟักข้าว


๕. ใบผักหวานบ้าน                           ๑๒. เถาย่านาง


๖. ใบมะนาว                                    ๑๓. กฤษณา


๗. กระลำพัก                                    ๑๔. ขอนดอก

ยาทั้งนี้ หนักสิ่งละเสมอภาค บดแทรกพิมเสนพอควร ใช้น้ำซาวข้าวเป็นกระสาย รับประทานเป็นยารักษาภายใน รับประทานเป็นประจำจนกว่าจะหาย


๗๒

ไข้พิษไข้กาฬต่างๆ ที่กล่าวในพระคัมภีร์ตักศิลา มีดังนี้

๑ ไข้พิษไข้กาฬ ๒๑ จำพวก

๑.๑ ไข้อีดำ                                      ๑.๑๒ ไข้เปลวไฟฟ้า


๑.๒ ไข้อีแดง                                    ๑.๑๓ ไข้ข้าวไหม้น้อย


๑.๓ ไข้ปานดำ                                  ๑.๑๔ ไข้ข้าวไหม้ใหญ่


๑.๔ ไข้ปานแดง                                ๑.๑๕ ไข้สังวาลพระอินทร์


๑.๕ ไข้มหาเมฆ                                ๑.๑๖ ไข้ข้าวไหม้ใบเกรียม


๑.๖ ไข้มหานิล                                  ๑.๑๗ ไข้ดาวเรือง


๑.๗ ไข้ดานหิน                                  ๑.๑๘ ไข้หงส์ระทด


๑.๘ ไข้กระดานหิน                            ๑.๑๙ ไข้จันทรสูตร


๑.๙ ไข้ระบูชาด                                ๑.๒๐ ไข้สุริยะสูตร


๑.๑๐ ไข้สายฟ้าฟาด                         ๑.๒๑ ไข้เมฆสูตร


๑.๑๑ ไข้ไฟเดือนห้า

๒. ไข้รากสาด (ไข้กาฬ) ๙ จำพวก

๒.๑ ไข้รากสาดปานขาว                    ๒.๖ ไข้รากสาดปานม่วง


๒.๒ ไข้รากสาดปานแดง                    ๒.๗ ไข้รากสาดนางแย้ม


๒.๓ ไข้รากสาดป่านเหลือง                 ๒.๘ ไข้รากสาดพนันเมือง


๒.๔ ไข้รากสาดปานดำ                      ๒.๙ ไข้รากสาดสามสหาย


๒.๕ ไข้รากสาดปานเขียว

๓. ไข้ประดง (ไข้กาฬแทรกไข้พิษ) ๘ จำพวก

๓.๑ ไข้ประดงมด                              ๓.๕ ไข้ประดงลิง


๓.๒ ไข้ประดงช้าง                             ๓.๖ ไข้ประดงแมว


๓.๓ ไข้ประดงควาย                           ๓.๗ ไข้ประดงแรด


๓.๔ ไข้ประดงวัว                               ๓.๘ ไข้ประดงไฟ

๔. ไข้กาฬ ๑๐ จำพวก

๔.๑ ไข้ประกายดาษ                          ๔.๖ ไข้เริมน้ำค้าง


๔.๒ ไข้ประกายเพลิง                         ๔.๗ ไข้เริมน้ำข้าว


๔.๓ ไข้ออกหัด                                 ๔.๘ ไข้ลำลาบเพลิง


๔.๔ ไข้ออกเหือด                              ๔.๙ ไข้ไฟลามทุ่ง


๔.๕ ไข้งูสวัด (หรือตวัด)                     ๔.๑๐ ไข้กำแพงทะลาย


๗๓

๕. ฝีกาฬบังเกิดในไข้พิษ ๑๐ จำพวก

๕.๑ กาฬฟองสมุทร                           ๕.๖ กาฬทูม


๕.๒ กาฬเลี่ยมสมุทร                         ๕.๗ กาฬทาม


๕.๓ กาฬทามสมุทร                           ๕.๘ ไข้มะเร็งตะมอย


๕.๔ กาฬทามควาย                           ๕.๙ ไข้มะเร็งปากทูม


๕.๕ กาฬไข้ละลอกแก้ว                     ๕.๑๐ ไข้มะเร็งเปลวไฟ

๖. ฝีกาฬ ๖ ชนิด

๖.๑ กาฬมะเร็งนาคราช                     ๖.๔ กาฬแม่ตะงาว


๖.๒ กาฬฟองสมุทร                           ๖.๕ กาฬตะบองชะนวน


๖.๓ กาฬตะบองพะลำ                       ๖.๖ กาฬตะบองกาฬ

๗. ไข้กระโดง (ไข้กาฬ) ๔ จำพวก

๗.๑ ไข้กระโดงไฟ                              ๗.๓ ไข้กระโดงแกลบ


๗.๒ ไข้กระโดงน้ำ                             ๗.๔ ไข้กระโดงหิน

๘. ไข้คดไข้แหงน ๒ จำพวก

๘.๑ ไข้คด


๘.๒ ไข้แหงน

๙. ไข้หวัด ๒ จำพวก

๙.๑ ไข้หวัดน้อย


๙.๒ ไข้หวัดใหญ่

๑๐. ไข้กำเดา ๒ จำพวก

๑๐.๑ ไข้กำเดาน้อย


๑๐.๒ ไข้กำเดาใหญ่

๑๑. ไข้ ๓ ฤดู ๓ จำพวก

๑๑.๑ ไข้ในคิมหันตฤดู


๑๑.๒ ไข้ในวสันตฤดู


๑๑.๓ ไข้ในเหมันตฤดู


๗๔

๑. ไข้พิษไข้กาฬ ๒๑ จำพวก

๑. ไข้อีดำ ลักษณะการผุด ผุดเป็นแผ่นขนาด ๑ - ๒ นิ้ว บางทีผุดขึ้นมาเท่าใบเทียน ใบพุทรา ขึ้นทั่วทั้งตัว ผุดขึ้นเป็นสีดำ เรียกว่า "ไข้อีดำ"

อาการจับ ให้จับเท้าเย็นมือเย็นตัวร้อนเป็นเปลวเพลิง ตาแดงดังโลหิต ปวดศีรษะร้อนเป็นตอนเย็นเป็นตอนไม่เสมอกัน บางทีจับตั้งแต่รุ่งจนเที่ยง บางทีจับตั้งแต่เที่ยงจนค่ำ หรือบางทีจับตั้งแต่ค่ำจนรุ่ง

๒. ไข้อีแดง ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเหมือนกับไข้อีดำ แต่ว่าเป็นเม็ดสีแดง จึงเรียกว่า "ไข้อีแดง"

อาการจับ อาการเหมือนไข้อีดำ แต่ว่าไข้อีแดงอาการจะเบากว่าไข้อีดำ

๓. ไข้ปานดำ ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเท่าวงสะบ้ามอญ เท่าใบพุทรา ขนาด ๑ - ๒ นิ้ว ผุดขึ้นมาเป็นสีดำ ขึ้นมาครึ่งตัว ถ้าผุดขึ้นมาทั้งตัวสีดำดังผลหว้าสุก สีดังคราม สีดำดังหมึก ถ้าผุดทั้งตัวดังกล่าวมานี้อาจตายได้

อาการจับ จับเท้าเย็นมือเย็นบางทีมือร้อน เท้าร้อน ตัวร้อนเป็นเปลว ปวดศีรษะ ตาแดงร้อนในอก เชื่อมซึม  พิษทำภายใน ถ้าใช้ยากระทุ้งพิษไม่อก ให้ร้อนให้กระหายน้ำ บางทีให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง

๔. ไข้ปานแดง ลักษณะอาการเหมือนกับไข้ปานดำ แต่สีแดงเบากว่าสีดำ ส่วนอาการอื่นๆ เหมือนกับไข้ปานดำ

๕. ไข้ดานหิน ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาที่ต้นขาทั้งสองข้าง เป็นวงเขียวก็มี เป็นผลสีหว้าสีครามสีผลตำลึงสุกหรือสีหมึก

อาการจับ จับให้ตัวเย็นดังหิน ให้ร้อนในกระหายน้ำ ทำพิษให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง ปากแห้ง คอแห้ง เชื่อมซึม ทำพิษให้สลบ ถ้าจะรักษา ก็ให้เร่งรักษาตั้งแต่ยังเป็นใหม่ๆ ถ้าเปื่อยออกมาแล้วรักษาไม่หาย

๖. ไข้มหาเมฆ  ลักษณะการผุด ถ้าผุดขึ้นมาในเนื้อยังขึ้นไม่หมด มีสัณฐานเท่าผลจิงจ้อสุก เป็นเงาอยู่ในเนื้อยังขึ้นไม่หมด ผุดทั้งตัวก็มีสีดำเมฆสีดำนิล

อาการจับ กระทำพิษให้เชื่อมมัว ให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง ให้หอบให้สะอึก ให้ปากแห้ง ฟันแห้ง ให้ถ่ายอุจจาระปัสสาวะไม่รู้สึกตัว ให้เชื่อมมัวไม่เป็นเวลา ไม่มีสติสมปฤดี ให้สลบ

๗. ไข้มหานิล ลักษณะอาการเหมือนไข้มหาเมฆ

๘. ไข้ระบุชาด ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเป็นเมล็ด เท่าเมล็ดผักปลังก็มี เท่าเมล็ดเทียนก็มีเท่าเมล็ดงาก็มี เป็นเหล่ากันอยู่ขนาด ๑ - ๒ นิ้ว สีดังสีชาด ขึ้นทั้งตัว

อาการจับ ทำพิษในเชื่อมมัว ร้อนในกระหายน้ำ ให้หอบให้สะอึก กระทำพิษต่างๆ


๗๕

๙. ไข้สายฟ้าฟาด  ลักษณะการผุด ผุดเป็นริ้วลงมา ผุดทั้งหน้าทั้งหลัง ขนาด ๑ - ๒ นิ้ว สีแดงดังผลตำลึงสุก เขียวดังสีครามก็มี ดังสีผลหว้าสุกก็มี ดังสีดินหม้อก็มี

อาการจับ ทำพิษให้ร้อนในกระหายน้ำ ให้ปากขม ปากแห้ง ฟันแข็ง ให้ร้อนเป็นเปลวไปทั้งตัว ให้เชื่อมมัวเป็นกำลัง ไม่มีสติสมปฤดี ให้สลบ

๑๐. ไข้ไฟเดือน ๕ ลักษณะการผุด ผุดขึ้นที่อกตำก็มีแดงก็มี สีดังเปลวไฟ

อาการจับ ให้ร้อนในกระหายน้ำ เชื่อมมัวไม่มีสติสมปฤดี ลิ้นกระด้างคางแข็ง ให้สลบ

๑๑. ไข้เปลวไฟฟ้า กระทำพิษให้ร้อนเป็นที่สุด ให้ร้อนเป็นเปลว จับเอาหัวอกดำ จมูกดำ หน้าดำ สีเป็นควัน

อาการจับ ให้ปากแข็ง ลิ้นแห้ง ฟันแห้ง ให้ปาก ลิ้น แตกระแหง ลิ้นดำเพดานลอก ให้สลบ ไม่มีสติสมปฤดี

๑๒. ไข้ข้าวไหม้น้อย ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเหมือนมดกัดเป็นแผ่นทั่วตัว มียอดแหลมขาวๆ

อาการจับ ให้จับตัวร้อนเป็นเปลวไฟ ให้มือเท้าเย็น ให้เจ็บไปทั่วสรรพางค์กาย ให้เจ็บเนื้อ ในกระดูก ให้หอบ ให้สะอึก ให้เชื่อมมัว ลิ้นกระด้างคางแข็ง

๑๓. ไข้ข้าวไหม้ใหญ่ ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเหมือนมดกัด เป็นแผ่นทั่วทั้งตัว มียอดแหลมขาวๆ

อาการจับ ให้จับสะบัดร้อนสะท้านหนาว ปวดศีรษะมาก ตาแดงดังโลหิต เท้าเย็นมือเย็นเจ็บเนื้อในกระดูก ให้ลิ้นกระด้าง คางแข็ง (มีพิษแรงกว่าไข้ข้าวไหมัน้อย)

๑๔. ไข้กระดานหิน ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาทั่วทั้งตัวเหมือนลมพิษ แดงดังผลตำลึงสุกเป็นเม็ดๆ เหมือนผดแล้วกลับดำลงติดเนื้อให้คัน

อาการจับ จับสะบัดร้อนสะท้านหนาว ให้ปวดศีรษะมาก ให้ตาแดงดังโลหิต ให้เท้าเย็นมือเย็นทำพิษให้เจ็บในเนื้อในกระดูก ให้ลิ้นกระด้าง คางแข็ง ให้หอบให้สะอึก ถ้าแพทย์รักษาดี พิษนั้นคลายลง แต่ถ้าผุดนั้นไม่หาย ต่อสามเดือนจึงตาย

๑๕. ไข้สังวาลย์พระอินทร์ ลักษณะการผุด ผุดขึ้นเป็นเม็ดแดงๆ เป็นแถวๆ ถ้าหญิงขึ้นซ้าย ชายขึ้นขวา สะพายแล่งคล้ายสังวาลย์

อาการจับ เป็นพิษให้หอบและสะอึก ให้สะบัดร้อนสะบัดหนาว

๑๖. ไข้ข้าวไหม้ใบเกรียม ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาทั้งตัว ให้ปวดในเนื้อในกระดูก ผุดขึ้นมาดังลมพิษแดงดังผลตำลึงสุก เป็นแผ่นทั่วทั้งตัว ใหญ่เท่า ๒ - ๓ นิ้วก็มี เป็นเม็ดเล็กๆ เหมือนมดกัดก็มี แล้วกลับดำ ถ้ารักษาคลายพิษแล้วผุดขึ้นเป็นริ้วแล้วกลับดำเป็นหนังแรด อยู่หกเดือนตาย ถ้าลงไปกินตับกินปอดขาดออกมาตาย

อาการจับ ให้จับสะบัดร้อนสะบัดหนาว ให้ปวดศีรษะมาก ตาแดงดังโลหิต ให้ร้อนเป็นกำลังให้มือเย็นเท้าเย็น ให้ทำพิษในเนื้อในกระดูก ให้ลิ้นกระด้าง คางแข็ง ให้หอบให้สะอึก


๗๖

๑๗. ไข้ดาวเรือง ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเหมือนลายโคมครึ่งลูก

อาการจับ ให้จับเท้าเย็นมือเย็น ให้ตัวร้อนเป็นเปลว ตาแดงดังโลหิต ปวดศีรษะมาก ดังว่าตาจะแตกออกมา ให้อาเจียนเป็นกำลัง ให้ร้อนในกระหายน้ำ ให้หอบให้สะอึก ให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง บางทีทำพิษถึงสลบ

๑๘. ไข้หงษ์ระทด ลักษณะการผุด ไม่มีการผุด แต่ให้ตัวเกรียมไปทั่วทั้งตัว

อาการจับ ให้ตัวร้อนเป็นเปลว เท้าเย็นมือเย็น เชื่อมซึม หอบสะอึก จับตัวแข็งเหมือนท่อนไม้ลิ้นกระด้าง คางแข็ง ไม่เป็นเวลา ไม่มีสติสมปฤดี

๑๙. ไข้จันทรสูตร ลักษณะอาการผุด ไม่มีการผุด ต่อพระจันทร์ขึ้นจึงทำพิษให้สลบ ถ้าพระจันทร์ไม่ขึ้น พิษก็คลายลง

อาการจับ ให้จับตัวร้อนเป็นเปลว เท้าเย็นมือเย็น ให้เชื่อมมัวไม่มีสติสมปฤดี ให้หอบ ให้สะอึก จับตัวแข็งไปเหมือนท่อนไม้ ให้ลิ้นกระด้าง คางแข็ง จับไม่เป็นเวลา

๒๐. ไข้สุริยสูตร ลักษณะการผุด ลักษณะอาการเหมือนไข้จันทรสูตร ผิดกันแต่ว่าพอพระอาทิตย์ขึ้นแล้วจะทำพิษมากขึ้น บางทีให้สลบ ถ้าพระอาทิตย์ตกพิษก็คลายลง

๒๑. ไข้เมฆสูตร ลักษณะการผุด ลักษณะอาการเหมือนไข้สุริยสูตร แต่ผิดกันบ้าง เวลาเกิดพายุฟ้าฝนเมฆตั้งขึ้นทั่วทิศ กระทำพิษให้สลบ

๒. ไข้รากสาด (ไข้กาฬ) แบ่งออกได้ ๙ จำพวก

อาการของไข้รากสาด ลักษณะจับเท้าเย็นมือเย็น ตัวร้อนเป็นเปลว ปวดศีรษะมาก ตาแดง เป็นโลหิตจับเพ้อ ร่ำรี้รำไรดังปีศาจเข้าสิงอยู่ ให้ชักมือกำเท้ากำ ตาเหลือกตาซ้อน ร้อนเป็นตอนเย็นเป็นตอน บางทีจับเหมือนหลับจับตัวเย็น ให้เหงื่อตกมาก แต่ร้อนภายในเป็นกำลัง ให้หอบให้สะอึก ลิ้นกระด้าง คางแข็ง ให้จับเชื่อมมัวไม่มีสติสมปฤดี บางทีกระทำพิษภายใน ให้ลงเป็นโลหิต ไอเป็นโลหิต อาเจียนเป็นโลหิต เป็นเสมหะโลหิตเน่า ขึ้นเหมือนลายต้นกระดาษ ก็มีลายเหมือนงูลายสาบก็มี ลายเหมือนสายเลือดก็มี ลายเหมือนดีบุกก็มี อาการของไข้รากสาด ทั้ง ๙ จำพวกนี้เหมือนกัน จะต่างกันก็แต่การผุดเท่านั้น

๑. ไข้รากสาดปานขาว ผุดขึ้นมาเท่าผลพุทรา ขาวเหมือนสีน้ำข้าวเช็ด ผุดขึ้นมาทั้งตัวเรียกว่าไข้รากสาดปานขาว

๒. ไข้รากสาดปานแดง ผุดขึ้นมาเป็นเมล็ดถั่วเล็กๆ แดงๆ เป็นหมู่ ขนาด ๑ - ๒ นิ้ว ทั้งตัวเรียกว่าไข้รากสาดแดง

๓. ไข้รากสาดปานเหลือง ผุดขึ้นมาเป็นเม็ดเล็กๆ มีขนาด ๑ – ๒ - ๓ นิ้ว แต่ผิวนั้นเหลือง ลิ้นเหลืองเรียกว่า ไข้รากสาดปานเหลือง

๔. ไข้รากสาดปานดำ ผุดขึ้นมาเท่างบน้ำอ้อยดังนิล ลิ้นดำ ผุดทั่วทั้งตัว เรียกว่า ไข้รากสาดปานดำ

๕. ไข้รากสาดปานเขียว ผุดขึ้นมาเป็นหมู่ ขนาด ๑ – ๒ - ๓ นิ้ว เขียวดังสีคราม ลิ้นก็เขียว ผุดขึ้นมาทั่วทั้งตัว เรียกว่า ไข้รากสาดป่านเขียว


๗๗

๖. ไข้รากสาดปานม่วง ผุดขึ้นมาสีดุจดังผลผักปลังสุก เรียกว่า ไข้รากสาดป่านม่วง (ตาย)

๗. ไข้รากสาดนางแย้ม ผุดขึ้นมาเป็นเม็ดเล็กๆ ขนาด ๑ – ๒ - ๓ นิ้ว มีลักษณะเหมือนดอกนางแย้ม ผุดขึ้นมาทั่วทั้งตัว เรียกว่า ไข้รากสาดนางแย้ม

๘. ไข้รากสาดพนันเมือง ผุดขึ้นมาเป็นหมู่เป็นริ้วมาเหมือนตัวปลิงโตขนาด ๑ – ๒ - ๓ นิ้ว ดำเหมือนดินหม้อไปทั่วทั้งตัว เรียกว่า ไข้รากสาดพนันเมือง

๙. ไข้รากสาดสามสหาย ผุดขึ้นมาเป็นเม็ดเล็กๆ เหมือนเท้าสุนัขมีสีทั่วตัว เรียกว่า ไข้รากสาดสามสหาย

 

๓. ไข้ประดง (ไข้กาฬแทรกไข้พิษ) มี ๘ จำพวก

ไข้ประดงทั้ง ๘ ประการนี้ มีการจับคล้ายคลึงกันคือ จับให้เท้าเย็น มือเย็น ตัวร้อนเป็นเปลวร้อนในกระหายน้ำ ให้หอบ ให้สะอึก ให้เมื่อยในกระดูก ให้เสียวไปทั้งตัว จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว ให้เชื่อมมัว ให้ปวดศีรษะเป็นกำลัง ให้ปากขม ปากเปรี้ยว ปากหวาน ให้ปากคอ ลิ้น แห้งมาก ให้เพ้อ กลุ้มอกกลุ้มใจ ทั้งนี้เป็นลักษณะที่ไข้กาฬจะแทรกใน ๘ ประการ มีลักษณะต่างกันดังนี้

๑. ไข้ประดงมด ผุดขึ้นมาเหมือนยุงกัดทั่วทั้งตัวคัน ทำพิษให้แสบร้อน เรียกว่า ประดงมด

๒. ไข้ประดงช้าง ผุดขึ้นมาเหมือนผิวมะกรูด ทำพิษให้ปวดแสบปวดร้อน คัน

๓. ไข้ประดงควาย ผุดขึ้นมาเหมือนเงาหนอง ทำพิษให้ปวดแสบปวดร้อน

๔. ไข้ประดงวัว ผุดขึ้นมาเหมือนผลมะยมสุก ทำพิษให้ปวดแสบปวดร้อน

๕. ไข้ประดงลิง ผุดขึ้นมาเหมือนเมล็ดข้าวสารคั่ว ทำพิษให้ปวดแสบปวดร้อน

๖. ไข้ประดงแมว ผุดขึ้นมามีสัณฐานดังตาปลา ทำพิษให้ปวดแสบปวดร้อน

๗. ไข้ประดงแรด ผุดขึ้นมามีสัณฐานหนาดังหนังแรด แล้วทำให้คล้ำดำเป็นเกล็ดเหมือนหนังแรดทำพิษให้ปวดแสบปวดร้อน

๘. ไข้ประดงไฟ ผุดขึ้นมาเหมือนไข้ระบุชาด มีเม็ดแดง ยอดดำ จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว เชื่อมซึม กระหายน้ำมาก

ไข้ประดงทั้ง ๘ ประการนี้ ให้วางยาดับพิษกาฬและยากระทุ้งพิษกาฬ อย่าให้พิษกลับ เข้าไปในข้อ ในกระดูกได้ ถ้าวางยากระทุ้งพิษไม่ออกสิ้นเชิง กลับทำพิษคุดในข้อในกระดูก ย่อมให้กลับกลายไปเป็นโรคเรื้อนเป็นพยาธิ เป็นลมจะโป่ง ลมประโคมหิน บวมไปทุกข้อทุกลำ มีพิษ ให้ไหวตัวไม่ได้ ร้อนไปทั้งกลางวันและกลางคืนราวกะคอจะแตกออกไป (ประดง ๗ จำพวก ยกเว้นประดงแรดอย่างเดียว)

ส่วนประดงแรดนั้นแก้พิษตกคลายได้ปีหนึ่ง แต่เม็ดยอดยังไม่หาย กลายไปทำพิษให้คัน ผิวหนาดังหนังแรด คลายลงอยู่ปีหนึ่ง แล้วให้ตกโลหิตกินตับกินปอดขาดออกมาตาย


๗๘

๔. ไข้กาฬ ๑๐ จำพวก (เกิดแก่คนทั้งหลาย)

๑. ไข้ประกายดาษ ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเหมือนเม็ดฝีดาษทั่วทั้งตัว ทำพิษให้สลบ

อาการ จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว จับเท้าเย็นมือเย็น ปวดศีรษะ ตาแดงดังโลหิต เชื่อมซึมปวดในเนื้อในกระดูก สิ้นกระด้าง คางแข็ง ให้หอบให้สะอึก

๒. ไข้ประกายเพลิง ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเหมือนประกายดาษ แต่เม็ดผิดกัน เม็ดใหญ่กว่าเม็ดทรายขึ้นทั่วทั้งตัว

อาการเหมือนประกายดาษ ร้อนเป็นไฟ ศีรษะนั้นร้อนเป็นไฟ เหมือนไฟลวก ทำพิษมาก

๓. ไข้ออกหัด ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเป็นเม็ดทรายทั่วทั้งตัว มียอดแหลมๆ ถ้าหลบเข้าไปในท้องให้ลง

อาการ จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว เชื่อมซึม เชื่อมมัว ให้ปวดศีรษะอยู่วันหนึ่งหรือสองวันจึงมีเม็ดผุดขึ้นมา

๔. ไข้ออกเหือด ลักษณะการผุดเหมือนกับไข้ออกหัด แต่ไข้ออกเหือดยอดไม่แหลม ลักษณะหัดกับเหือดมีลักษณะคล้ายคลึงกัน

๕. ไข้งูสวัด (ตวัด) ลักษณะการผุด เป็นเม็ดทรายขึ้นมาเป็นแถว มีสัณฐานเหมือนงูเป็นเม็ดพองๆ เป็นหนองก็มี ถ้าหญิงเป็นซ้าย ชายเป็นขวา และถ้าข้ามสันหลังไปรักษาไม่ได้ (ตาย)

อาการ จับสะบัดร้อนสะบัดหนาว บางให้ปวดศีรษะ บางทีก็ไม่จับ

๖. ไข้เริมน้ำค้าง ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเป็นแผ่น ขนาด ๑ – ๒ – ๓ - ๔ นิ้ว เป็นเหล่าๆ กัน มีน้ำใสๆ เรียกว่า เริมน้ำค้าง

อาการ จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว เชื่อมมัว ปวดศีรษะ

๗. ไข้เริมน้ำข้าว อาการเหมือนกับเริมน้ำค้าง แต่ผิดกันที่ เริมน้ำข้าวเม็ดจะมีสีขุ่น

๘. ไข้ลำลาบเพลิง ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเป็นแผ่น

อาการ จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว ปวดศีรษะ เชื่อมมัว ทำพิษต่างๆ ถ้าวางยาไม่ดี น้ำเหลืองแตกตาย

๙. ไข้ไฟลามทุ่ง ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเป็นแผ่นเหมือนลำลาบเพลิง แต่ว่ามีอาการเป็นรวดเร็วกว่าลำลาบเพลิงมาก

๑๐. ไข้กำแพงทลาย ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาหัวเดียว ทำพิษมาก

อาการ จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว เชื่อมซึม ร้อนในกระหายน้ำ ให้ฟกบวมขึ้น ถ้าน้ำเหลืองแตกพังออกมา วางยาไม่หยุดตาย


๗๙

๕. ฝีกาฬเกิดแทรกในไข้พิษ ๑๐ ประการ

๑. กาฬฟองสมุทร ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเท่าเมล็ดงา เมล็ดถั่ว เมล็ดผักปลังสุก เมล็ดถั่วดำ นูนสูงขึ้นมาเป็นหลังเบี้ยก็มี เกิดขึ้นในปาก ในลิ้น ในเพดาน

อาการ ถ้าขึ้นในปาก ทำพิษให้กินข้าว กินน้ำไม่ได้ ให้จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว ให้เชื่อมมัวตัวร้อนเป็นเปลว

๒. กาฬเลี่ยมสมุทร ลักษณะการผุด ผุดขึ้นที่ริมฝีปากทั้งสองข้าง บางทีเป็นเม็ดเท่าเมล็ดถั่วดำก็มี

อาการ ถ้าเม็ดแตกร้าวเป็นโลหิตไหล ทำพิษให้จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว เชื่อมซึม

๓. กาฬทามสมุทร ลักษณะการผุด เกิดบวมยาวขึ้นมาตามข้างลิ้น ข้างขากรรไกร ตามไรฟัน ต้นลิ้น

อาการ จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว เชื่อมซึม

๔. กาฬทามควาย ลักษณะการผุด บังเกิดแต่ต้นกรามทั้งสองข้าง มีสัณฐานยาวไปเหมือนตัวปลิง

อาการ จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว เชื่อมซึม

๕. กาฬไข้ละลอกแก้ว ลักษณะการผุด เกิดในท่ามกลางไข้พิษ มีลักษณะสัณฐานเกิดเท่าผลผักปลังก็มี เท่าเมล็ดถั่วดำก็มี เท่าเมล็ดถั่วเขียวก็มี เท่าเมล็ดจิงจ้อก็มี เป็นเงาหนองก็มี

๖. ไข้กาฬทูม ลักษณะการผุด ให้บวมตามขากรรไกรทั้งสองข้าง บางทีก็บวมแต่ข้างเดียว

อาการ ทำพิษให้จับสะท้านร้อนสะท้านหนาวให้เชื่อมมัวให้ตัวร้อนเป็นเปลวให้ร้อนในกระหายน้ำ

๗. ไข้กาฬทาม ลักษณะอาการเหมือนกับกาฬทูม แต่ผิดกันที่บวมตั้งแต่ขากรรไกร มาถึงคอทั้งสองข้าง

๘. ไข้มะเร็งตะมอย ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเท่าหัวแม่มือ ผลจิงจ้อ ถ้าฐานซาวหัวดำ ทำพิษหนักบางทีผุดขึ้นมาที่ตัว ที่แขน ที่ขา ให้ยาไม่หาย แตกออกได้แล้ว ถ้าไม่ตายกลายเป็นมะเร็ง

อาการ จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว ให้เชื่อมมัว

๙. ไข้มะเร็งปากทูม ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาจากหลังทั้งสองข้าง ข้างเดียวก็มี มีสัณฐานยอดเขียวเหมือนน้ำคราม

อาการ ทำพิษต่างๆ ถ้าแพทย์ให้ยาไม่หาย กลับแตกออกไปจะลงไปเหมือนปากทูม ถ้าแก้ดีไม่ตายกลายเป็นมะเร็งปากหมู

๑๐. ไข้มะเร็งเปลวไฟ ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาเท่าวงสะบ้ายอดเขียว

อาการ ทำพิษเหมือนถูกไฟไหม้ให้สลบ ให้แพทย์แก้ให้ดี ถ้าแตกหวะออกไปได้ตาย


๘๐

๖. ไข้กระโดง (ไข้กาฬ) มี ๔ จำพวก

๑. ไข้กระโดงไฟ มีลักษณะเป็นพิษเหมือนเปลวไฟ เผาทั่วกาย ร้อนในกระหายน้ำ ปากฟัน ลิ้นคอแห้ง

๒. ไข้กระโดงน้ำ อาการจับให้นอนเชื่อมมัวไป ไม่มีสติสมปฤดี ถึงจะเอารังมดแดงมาเคาะกัดให้ทั่วตัวก็ไม่รู้สึกตัวเลย

๓. ไข้กระโดงแกลบ มีสัณฐานผุดขึ้นมาเหมือนเม็ดทรายทั่วตัวให้คันเป็นกำลัง แม้นจะเกาให้ทั่วตัวก็ไม่หายคันได้เลย ถึงจะเอาไม้ขูดให้โลหิตออกไปทั้งตัวก็ไม่หายคัน

๔. ไข้กระโดงหิน ทำพิษต่างๆ ไม่รู้ที่จะบอกแก่ใครได้ทีเดียว ถ้าจะนั่งถ่ายอุจจาระปัสสาวะแทบจะขาดใจตาย

 

๗. ฝีกาฬ ๖ ชนิด

๑. กาฬมะเร็งนาคราช เกิดขึ้นที่หัวแม่มือทั้งสองข้าง ข้างเดียวก็มี มีสัณฐานเท่าเมล็ดถั่วเขียว เท่าเมล็ดถั่วดำก็มี เท่าผลผักปลังก็มี เลื่อมเป็นหลังเบี้ย เท่าผลมะยม เท่าผลเอ็น เท่าเม็ดหินก็มี มีอาการให้จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว ให้เชื่อมมัว ให้ปวดศีรษะ ทำพิษ ที่ผุดขึ้นมาเหมือนถูกไฟ ให้มือดำเหมือนดินหม้อทำพิษให้กลุ้ม หัวใจแน่นิ่งไป ให้เร่งรักษาให้ดี ถ้ารักษาไม่คลายให้มือดำ แขนดำ (ตาย)

๒. กาฬฟองสมุทร (ไข้ฟองสมุทร) ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมาตามช่องอก ตามราวนมเท่าวงสะบ้ามอญ เขียวก็มี ดำก็มี ขนาด ๒ นิ้ว ๓ นิ้ว ยาวรีไป

๓. กาฬตะบองพะลำ ขึ้นที่ขาหนีบทั้งสองข้างในที่ลับ มีสัณฐานโตเท่า ๑ นิ้ว แดงก็มี ดำก็มี เขียวก็มี ทำพิษให้ลิ้นกระด้าง คางแข็ง จับแน่นิ่งไป

๔. กาฬแม่ตะงาว (ไข้แม่ตะงาว) ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมายาวรี ขนาด ๑ – ๒ นิ้ว ขึ้นขาหนีบต้นขาในที่ลับทั้งสองข้าง ขึ้นตามรักแร้ ตามหลังตามอก ถ้าจะขึ้นมา ทำพิษให้สลบ ถ้าไม่รู้ถึงโรคสำคัญว่าสมจับ ถ้าสงสัยให้เอาเทียนส่องดู

๕. กาฬตะบองชนวน (ไข้ตะบองชนวน) ลักษณะการผุด ผุดขึ้นมามีสัณฐานเรียวเล็กเท่าหวายตะคล้า ขนาด ๑ - ๒ นิ้ว ยาวรีผุดขึ้นมาบั้นเอว กันกบ ขาทั้งสอง ในที่ลับ ท้องน้อย ราวข้าง ใต้รักแร้ ทำพิษต่างๆ ดำก็มี แดงก็มี เขียวก็มี ทำพิษให้สลบ ให้ลิ้นกระด้าง คางแข็ง

๖. กาฬตะบองกาฬ (ไข้ตะบองกาฬ) พูดอยู่ดีๆ เดินเหินได้ ผุดขึ้นมาตามราวข้าง โตขนาดผลมะตูมขึ้นตามบั้นเอว ตามข้อต่อ ตามหัวไหล่ทั้งสองข้าง ตามข้อศอกทั้งสองข้าง ตามข้อมือทั้งสองข้าง ตามเท้าและขา ตามโคนขาทั้งสองข้าง ตามเข่าทั้งสองข้าง บวมลื่นขึ้นมาทำพิษมาก จะเคลื่อนไหวตัวก็ไม่ได้

อาการจับ เชื่อมมัว ปากแห้ง ฟันแห้ง ลิ้นแห้ง คอแห้ง ให้หอบให้สะอึก ลิ้นกระด้างคางแข็งไม่มีสติสมปฤดี ร้อนในกระหายน้ำ คลั่งละเมอไป แต่จะเคลื่อนไหวตัวก็ไม่ได้


๘๑

๘. ไข้คด ไข้แหงน ๒ จำพวก

๑. ไข้คด อาการจับ ชักงอเข้าจนเส้นหลังขาดตาย

๒. ไข้แหงน อาการจับไข้ชักแอ่นอกจนเส้นท้องขาดตาย

ไข้ทั้ง ๒ ประการนี้ มีอายุได้เพียงวันเดียว

หมายเหตุ จุดสำคัญของไข้ทั้ง ๒ ประการนี้ ให้เอามือกดที่เนื้อ แขน ขา ถ้าพองขึ้น ไม่ตาย หรือให้เอามือล้วงคอหรือทวารหนัก ถ้ายังอุ่นอยู่ อาการพอทุเลารักษาได้

 

๙. ไข้หวัดน้อย ไข้หวัดใหญ่

๑. ไข้หวัดน้อย เมื่อจะเกิดขึ้นนั้น อาการสะบัดร้อนสะบัดหนาว ปวดศีรษะมาก ระวิงระไว ไอ จามน้ำมูกตก ลักษณะอาการดังนี้เป็นเพื่อไข้หวัดน้อย การรักษาไข้หวัดน้อย ให้ใช้ยาลดไข้

๒. ไข้หวัดใหญ่ อาการจับให้สะท้านร้อนสะท้านหนาว ปวดศีรษะ ให้ไอ จาม น้ำมูกตกมาก ตัวร้อน อาเจียน ปากแห้ง ปากเปรี้ยว ปากขม กินข้าวไม่ได้ แล้วแปรไปให้ไอมาก ทำพิษให้คอแห้ง ปากแห้ง ฟันแห้ง จมูกแห้ง น้ำมูกแห้ง บางทีกระทำให้น้ำมูกไหลหยดย้อย

เพราะเหตุมันสมองนั้นเหลวออกไปหยดออกจากจมูกทั้ง ๒ ข้าง ไปปะทะกับ ศอเสมหะ (เสมหะในลำคอ) จึงทำให้ไอ ถ้ารักษาไม่คลาย กลายเป็นริดสีดวง มองคร่อ (หวัดลงปอด) หืด ไอและผี ๗ ประการ จะบังเกิดขึ้น การรักษาไข้หวัดทั้ง ๒ ประการนี้ ให้ยาลดไข้ รักษาตามอาการ ให้คนไข้นอนพักผ่อนให้มากๆ ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายให้เพียงพอ เช่น ใส่เสื้อหนาๆ ให้ผ้าคลุมอกอย่าให้อาบน้ำหรือถูกน้ำเย็นในขณะที่มีไข้ อาหารควรให้อาหารอ่อนๆ ที่ย่อยง่าย และอยู่ในที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก

หมายเหตุ อันว่าคนไข้ทั้งหลาย ไม่กินยาก็หาย อาบน้ำก็หายใน ๓ วัน ๕ วัน (ถ้าเป็นหวัดธรรมดา)

ในพระคัมภีร์ตักศิลากล่าวไว้ว่า ไข้หวัดทั้ง ๒ ประการนี้เป็นเพราะเหตุฤดู ๓ ประการ คือ คิมหันตฤดู (ร้อน) วสันตฤดู (ฝน) เหมันตฤดู (หนาว) โรคเกิดแก่คนทั้งหลายคือ ต้องร้อนอย่างหนึ่ง ต้องน้ำค้างอย่างหนึ่ง ต้องละอองฝนอย่างหนึ่ง จึงทำให้เป็นไข้หวัด และผู้ที่จะเป็นแพทย์ต่อไปข้างหน้า ให้รักษาจงดีประมาท ถ้ารักษาไม่ดีอาจตายได้

 

๑๐. ไข้กำเดา ๒ จำพวก

๑. ไข้กำเดาน้อย มีอาการให้ปวดศีรษะ ให้ตาแดง ตัวร้อนเป็นเปลว ไอ สะบัดร้อนสะบัดหนาว ให้ปากขม ปากเปรี้ยวกินข้าวไม่ได้ อาเจียน นอนไม่หลับ

๒. ไข้กำเดาใหญ่ มีอาการให้ปวดศีรษะมาก ให้ตาแดง ตัวร้อนเป็นเปลว ให้ไอ สะบัดร้อนสะท้านหนาว ให้ปากแห้ง คอแห้ง เพดานแห้ง ฟันแห้ง ให้เชื่อมมัว ให้เมื่อยไปทั้งตัว จับสะบัดร้อนสะท้านหนาว ไม่เป็นเวลา บางทีผุดขึ้นเป็นเม็ดเท่ายุงกัดทั้งตัว แต่เม็ดนั้นยอดไม่มี บางทีให้ไอ เป็นโลหิตออกมาทางจมูก ทางปาก บางทีให้ชักเท้ากำมือกำ ถ้าแพทย์แก้ไม่หายภายใน ๓ วัน ๕ วัน สำคัญว่าเป็นไข้เพื่อเส้นเพื่อลมอัมพฤกษ์


๘๒

และไข้สันนิบาต ไม่รู้วิธีแก้ไข้กำเดาก็จะเกิด กาฬ ๕ จำพวกแทรกขึ้นมา คือ กาฬพิพิธ กาฬพิพัธ กาฬคูถ กาฬมูตร กาฬสิ่งคลี จะทำให้ตายได้ จึงบอกให้ผู้ที่จะเรียนแพทย์ได้รู้ซึ่งลักษณะอาการ ไข้กำเดามิใช่เล็กน้อยจะว่าง่ายๆ เป็นไข้สำคัญ เปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ขึ้นดวงหนึ่ง โลกนั้นพอเป็นสุข ครั้นขึ้นมาเป็นสองดวงโลกนั้นกระวนกระวาย ครั้นขึ้นสามดวงสัตว์ทั้งหลายก็ตายหมด ถ้าไม่ตายภายใน ๗ วัน ๙ วัน ๑๑ วัน ก็กลายเป็นสันนิบาต สำประชวร

 

๑๑. ไข้ ๓ ฤดู

๑. ไข้ในคิมหันตฤดู เดือน ๕ – ๖ – ๗ - ๘ เป็นไข้เพื่อโลหิตเป็นใหญ่กว่าลมเสมหะทั้งปวง


๒. ไข้ในวสันตฤดู เดือน ๙ – ๑๐ – ๑๑ - ๑๒ เป็นไข้เพื่อลมเป็นใหญ่กว่าเลือดเสมหะทั้งปวง


๓. ไข้ในเหมันตฤดู เดือน ๑ - ๒ - ๓ - ๔ เป็นไข้เพื่อกำเดาและดีเป็นใหญ่กว่าลมเสมหะทั้งปวง

ลักษณะอาการของไข้ ๓ ฤดู ให้นอนละเมอเพ้อฝันไป เป็นหวัดมองคร่อหิวหาแรงมิได้ ให้เจ็บปาก เท้าเย็นมือเย็น น้ำลายมาก กระหายน้ำบ่อยๆ อยากเนื้อพล่า ปลายำ ให้อยากกินหวาน อยากกินคาว ให้บิดขี้เกียจคร้าน เป็นฝีพุพอง เจ็บข้อมือข้อเท้า สะท้านหนาว แพทย์ต้องวางยาร้อน จึงชอบกับโรค

bottom of page