เมนูการเรียนรู้
1 .
เนื้อหาหลัก
2 .
สรุปย่อ
เอกสารประกอบ
คลิปเสียง
3 .
คลิป VDO
4 .
แบบทดสอบ
บทที่ ๗
โรคมารดาและเด็ก
คัมภีร์ปฐมจินดา เป็นโรคที่เกี่ยวกับสตรี มารดาและทารก หญิงมีครรภ์ก่อนคลอด หลังคลอด ดังนี้
ถวายนมัสการแล้ว ซึ่งพระศรีสุคตทศพลญาณเจ้า เป็นที่พึ่งของโลก
พระคัมภีร์แพทย์อันวิเศษชื่อ "ปฐมจินดา" นี้ เป็นหลักเป็นประธานแห่งพระคัมภีร์ ฉันทศาสตร์ ทั้งปวง อันพระอาจารย์ชีวกโกมารภัจจ์แพทย์ได้แต่งไว้ในกาลก่อนโดยสังเขป เพื่อจะได้เป็นที่พึ่งแก่สัตว์โลกด้วยประการ ดังนี้
พรหมปุโรหิต (กำเนิดมนุษย์) ต้นเหตุที่มนุษย์เกิด เมื่อจะตั้งแผ่นดินใหม่มีเหตุการณ์ผ่านมาเป็นอันมากแล้วเกิดฝนตกห่าใหญ่ลงมาถึง ๗ วัน ๗ คืน น้ำท่วมไปชั้นพรหมปุโรหิต ฯ จึงเล็งลงมาดูจึงเห็นดอกอุบล ๕ ดอก ผุดขึ้นมาเหนือน้ำงามหาที่จะอุปมามิได้
ท้าวมหาพรหมจึงบอกแก่พรหมทั้งหลายว่า แผ่นดินใหม่นี้ จะบังเกิดสมเด็จพระพุทธเจ้ามาตรัส ๕ พระองค์ เพราะได้เห็นดอกอุบลนั้น ๕ ดอก คือ
๑. พระพุทธกกุสันโธ
๒. พระพุทธโกนาคม
๓. พระพุทธกัสสป
๔. พระพุทธพระสมณโคดม
๕. พระศรีอริยเมตไตรย์
ครั้นและบังเกิด "บุพนิมิต" ขึ้นแล้ว จึงน้ำค้างเปือกจากฝนซึ่งได้ตกลงมา ๗ วัน ๗ คืน แล้วก็เป็นระคนปนกันสนับข้นเข้า ดุจดังสวะอันลอยอยู่เหนือน้ำ โดยหนาสองแสนสี่หมื่นโยชน์ อันนี้มีแจ้งอยู่ในพระคัมภีร์จักรวาลทีปนี
๑. สัตว์ที่มาปฏิสนธิในชมพูทวีป มี ๔ สถาน
๑.๑สัตว์ที่มาปฏิสนธิในครรภ์เป็น ชลามพุชะ (ตัว)
๑.๒ สัตว์ที่มาเกิดเป็นฟองฟักฟองไข่ นั้นชื่ออัณฑะชะ (ไข่)
๑.๓ สัตว์ที่ปฏิสนธิด้วยเปือกตมนั้นชื่อ สังเสทชะ (หนอน)
๑.๔ อุปปาติกะ สัตว์ปฏิสนธิเป็นอุปปาติกะไม่มีสิ่งใดๆ ก็เกิดขึ้น
๘๙
๒. มนุษย์ทั้งหลายถือปฏิสนธิแล้วก็คลอดจากครรภ์มารดา ถ้าเป็นสตรีจะมีประเภทผิดจากบุรุษ ๒ ประการ
๒.๑ ต่อมเลือด (มดลูก)
๒.๒ น้ำนมสำหรับเลี้ยงบุตร
ในคัมภีร์ปฐมจินดากล่าวถึง พระดาบสองค์หนึ่งชื่อว่า ฤทธิยาธรดาบสได้ซึ่งฌานอันเป็นโลกีย์หยั่งรู้ลักษณะหญิง และน้ำใจสตรีภาพทั้งดีและชั่วต่างๆ และท่านพระองค์นี้ได้เป็นอาจารย์ของชีวกโกมารภัจจ์ ชีวโกมารภัจจ์จึงนมัสการถามถึงโรคแห่งกุมารว่าข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า อันว่ากุมารและกุมารีทั้งหลาย ซึ่งเกิดมาในโลกนี้ย่อมบังเกิดโรคต่างๆ ไม่เหมือนกัน ในพระคัมภีร์ปฐมจินดา กำเนิดซางนั้นว่าถ้ากุมารและกุมารีผู้ใด คลอดจากครรภ์ในวัน ๒, ๕, ๖ นั้นว่า โรคเบาบาง ฉันใดแล ผู้เป็นเจ้าโรคนั้นจึงกลับมาไปเล่าที่ว่ากุมารและกุมารีคลอดจากครรภ์ในวัน ๑, ๓, ๔, ๗ นั้นว่า ร้ายนักเลี้ยงยาก และโรคนั้นก็มาก ฉันใดแล ผู้เป็นเจ้าโรคนั้น จึงเบาบางกลับเป็นดีไปเล่า คลอดวันที่ดีกลับร้าย รักษายากรักษาไม่รอดรักษาง่าย คลอดวันที่ร้ายกลับดี รักษาง่าย ดังนี้เป็นประการดังฤๅ พระคัมภีร์ปฐมจินดากำเนิดซางนั้นร้ายนักเลี้ยงก็ยาก กุมาร กุมารีเกิดมาใน ๑, ๓, ๔, ๗ จะมิตายเสียสิ้นแลหรือ เกิดมา ในวัน ๒, ๕, ๖ นั้น เลี้ยงง่ายก็ตกซึ่งว่ากุมาร กุมารีเกิดมาในวันเหล่านี้ จะไม่รู้ตายแล้วหรือพระผู้เป็นเจ้า
ฝ่ายพระฤๅษีฤทธิยาธรดาบสจึงวิสัชนาว่า สัตว์เกิดมาในภพสงสารนี้ ซึ่งเกิดมาในวันที่ดีไม่มีสิ่งอันใดขัดขวาง พันแผนซางที่ร้ายแล้ว แต่ว่าเลี้ยงยากนั้น เหตุทั้งนี้ก็เพราะน้ำนมของมารดานั้นให้โทษแก่กุมารนั้นเอง อนึ่ง กุมารจะเกิดมาในวันที่ร้ายแล้วต้องแผนซางที่ร้าย แต่ว่าเลี้ยงง่ายนั้น อาศัยน้ำนมแห่งมารดานั้นดี กุมารได้บริโภคจึงวัฒนาการเจริญขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะน้ำนมสตรีตีและร้ายมีอยู่ ๖ จำพวก ท่านจงทราบด้วยประการดังนี้ พระฤๅษีสิทธิดาบส เธอจึงนำเอาลักษณะน้ำนมอันชั่ว ซึ่งกุมารบริโภคเป็นโทษ ๒ ประการ และลักษณะแห่งนมแม่ที่ดี ซึ่งกุมารดื่มแล้วมิได้เป็นโทษ ๔ ล่านอกดังนี้
ลักษณะน้ำนมในโทษแก่กุมารในหญิง ๒ จำพวก คือ
๑. หญิงมีกลิ่นตัวคาวดังน้ำล้างมือ ลูกตาแดง เนื้อขาวเหลือง นมยาน หัวนมเล็ก เสียงพูดแหบเครือดังเสียงการ้อง ฝ่ามือและเท้ายาว ห้องตัวยาว จมูกยาว หนังริมตาหย่อน สะดือลึก ไม่พี่ไม่ผอม สันทัดคน กินของมาก ลักษณะหญิงอย่างนี้ชื่อว่า หญิงยักชินี เป็นหญิงมีกามแรง ถ้าให้กุมารบริโภคน้ำนมเข้าไป มักบังเกิดโรคต่างๆ แม่นมอย่างนี้ท่านให้ยกเสียพึงเอา
๒. หญิงที่มีกลิ่นตัวดังบุรุษ ตาแดง ผิวเนื้อขาว นมดังคอน้ำเต้า ริมฝีปากกลม เสียงแข็งดังเสียงแพะ ฝ่าเท้าใหญ่ข้างหนึ่งเล็กข้างหนึ่ง เจรจาปากไม่มิดกันเดินไปมามักสะดุด ลักษณะหญิงอย่างนี้ชื่อว่า หญิงหัศดี เป็นหญิงกามแรง ถ้าให้กุมารบริโภคน้ำ นมเข้าไป ดุจดังเอายาพิษให้บริโภค แม่นมอย่างนี้ท่านให้เลือกออกเสียอย่าพึงเอา
๙๐
ลักษณะแห่งแม่นมที่ดี ซึ่งกุมารดื่มน้ำนมมิได้เป็นโทษนั้นมีอยู่ ๔ จำพวก ดังต่อไปนี้คือ.-
๑. หญิงที่มีกลิ่นตัวหอมดังกล้วยไม้ ไหล่ผาย สะเอวรัด หลังราบ สัณฐานตัวดำและเล็กแก้มใส มือและเท้าเรียว เต้านมดังอุบลพึ่งแย้ม ผิวเนื้อแดง เสียงดังเสียงสังข์ รสน้ำนมนั้นหวานมันเจือกัน ลักษณะหญิงอย่างนี้ท่านจัดเป็นหญิงเบญจกัลยาณี ให้เลือกเอาไว้ให้กุมารบริโภคเถิดดีนัก
๒. หญิงที่มีกลิ่นตัวดังดอกอุบล เสี ยงดังเสียงแตร ไหล่ผาย ตะโพกรัด แก้มพอง นิ้วมือ และนิ้วเท้าเรียวแฉล้ม เต้านมดังบัวบาน ผิวเนื้อเหลือง น้ำนมมีรสหวาน ลักษณะหญิงอย่างนี้ท่านจัดเป็นหญิงเบญจกัลยาณี ให้เลือกเอาไว้ให้กุมารบริโภคเถิดดีนัก
๓. หญิงมีกลิ่นตัวไม่ปรากฎหอมหรือเหม็น เอวกลม ขนตางอน จมูกสูง เต้านมกลมหัวนม งอนดังดอกอุบลพึ่งจะแย้ม รสน้ำนมนั้นหวาน มันสักหน่อย ลักษณะหญิงอย่างนี้ท่านว่าเป็นหญิงเบญจกัลยาณี ให้เลือกเอาไว้ให้กุมารบริโภคเถิดน้ำนมดีนัก
๔. หญิงที่มีกลิ่นตัวหอมเผ็ด เสียงดังเสียงจักจั่น ปากดังปากเอื้อน ตาดังตาทราย ผมแข็งชันไหล่ผาย ตะโพกผาย หน้าผากสวย ท้องดังกาบกลัวย นมพวง น้ำนมขาวดังสังข์ รสน้ำนมมันเข้นสักหน่อย เลี้ยงลูกง่าย ลักษณะหญิงจำพวก นี้ท่านจัดเป็นหญิงเบญจกัลยาณี ให้เลือกเอาไว้ให้กุมารบริโภคเถิดน้ำนม ดีนัก ลักษณะแม่นม ๔ จำพวกนี้เป็นแม่นมเบญจกัลยาณี ท่านจัดสรรเอาไว้ถ่ายพระมหาบุรุษราชเจ้าได้ เสวยครั้งนั้น เรียกว่าทิพโอสถประโยธร ดุจน้ำสุรามฤต ถ้ากุมารและกุมารีผู้ใดได้บริโภค ดุจดื่มกินซึ่งโอสถ อันเป็นทิพย์ น้ำนมที่กล่าวมาทั้ง ๔ จำพวก ถึงว่ากุมารผู้นั้นจะมีโรค ก็อาจบำบัดโรคได้ เพราะน้ำนมมีคุณ ดังโอสถและมิได้แสลงโรค
ถ้าแพทย์ผู้ใดจะรักษากุมารไปเบื้องหน้า ให้พิจารณาดูน้ำนมแห่งแม่นม และน้ำนมแห่งมารดานั้นก่อน ถ้าเห็นว่านมนั้นยังเป็นมลทินอยู่ ท่านให้แต่งยาประสะน้ำนมนั้นเสียก่อน จึงจะสิ้นมลทินและโทษทั้งปวง ถ้าแพทย์จะพิจารณาดูน้ำนมดีและร้ายนั้น ให้เอาใส่ขันลงแล้วให้แม่นมนั้นหล่อนมองดู ถ้าสีและน้ำนมขาวดังสีสังข์และจมลงในขัน สัณฐานเหมือนดังลูกบัวเกาะ นมอย่างนี้จัดเอาเป็นน้ำนมอย่างเอก ถ้าหล่อน้ำนมลง และน้ำนมนั้นกระจาย แต่ว่าขันจมลงถึงกันขันแต่ไม่กลมเข้า น้ำนมอย่างนี้จึงเอาเป็นน้ำนมอย่างโท ถ้าพันจากน้ำนม ๒ ประการนี้แล้ว ถึงจะมีลักษณะประกอบไปด้วยยศ ศักดิ์ชาติตระกูลปานใดก็ดี ถ้ามีกุศลหนหลังยังติดตามบำรุงรักษาไม่ให้เกิดโรคาพยาธิ รสน้ำนมนั้นเปรี้ยว ขม, ฝาด, จืด, จาง และมีกลิ่นอันคาวนั้น ก็จัดเป็นน้ำนมโทษทั้งสิ้นดุจกล่าวมา นอกจากนี้ยังมีน้ำนมพิการอีก ๓ จำพวก ถ้าให้กุมารบริโภคเข้าไปดุจให้บริโภคยาพิษ จะบังเกิดโรคต่างๆ
๓. สตรีมีโลหิต ๕ ประการ โลหิตปกติโทษ (สตรีมีโลหิตระดูปกติโทษ) ๕ ประการคือ สัตว์ที่จะมาปฏิสนธิในมาตุคัพโภทร (ในท้องมารดา) ก็เพราะโลหิตระดูบริบูรณ์
๓.๑ ลักษณะโลหิตระดูบังเกิดแต่หทัย (หัวใจ)
๓.๒ ลักษณะโลหิตระดูบังเกิดแต่ดีและตับ
๓.๓ ลักษณะโลหิตระดูบังเกิดแต่เนื้อ
๓.๔ ลักษณะโลหิตระดูบังเกิดแต่เส้นเอ็น
๙๑
๓.๕ ลักษณะโลหิตระดูบังเกิดแต่กระดูก
ลักษณะน้ำนมพิการ ๓ จำพวก คือ.-
๑. สตรีขัดระดู จำพวก ๑
๒. สตรีอยู่ไฟมิได้และน้ำนมนั้นเป็นน้ำนมดิบ จำพวก ๑
๓. สตรีมีครรภ์อ่อนน้ำนมเป็นน้ำเหลือง ไหลหลั่งลงในน้ำเป็นสายโลหิตกับน้ำนมระคนกัน จำพวก ๑
ถ้าแพทย์จะพยาบาลให้พึงพิจารณาโรคพยาธิและชาตินรลักษณ์แห่งแม่นมนั้นก่อน ถ้าประกอบไปด้วยโทษประการหนึ่งประการใดก็ดี ให้ประกอบยาประจุโลหิตและรุน้ำนม บำรุงธาตุ ให้โลหิต และน้ำนมนั้นบริบูรณ์ก่อนจึงจะสิ้นโทษร้าย ถ้าน้ำนมลอยเรี่ยรายอยู่ไม่คุมกันเข้าได้ ท่านว่าเป็นเพราะโลหิตกำเริบ ให้แต่งยาประจุโลหิตร้ายเสียก่อน โลหิตจึงจะงาม น้ำนมจึงจะบริบูรณ์
ลักษณะน้ำนมเป็นโทษ อีก ๓ จำพวก คือ
มารดาอยู่ไฟมิได้ ท้องเขียวดังท้องค่าง ครั้นมารดาออกจากเรือนไฟแล้วให้กุมารดื่มน้ำนมเข้าไปก็อาจให้เป็นโรคต่างๆ ด้วยดื่มน้ำนมเป็นโทษ ๓ ประการ ดังนี้.-
๑. น้ำนมจาง สีเขียวดังน้ำต้มหอยแมลงภู่ประการ ๑
๒. น้ำนมจาง มีรสเปรี้ยว ประการ ๑
๓. น้ำนมเป็นฟองลอย ประการ ๑
น้ำนมทั้ง ๓ ประการนี้ย่อมเบียดเบียนกุมารกุมารีทั้งหลาย ซึ่งได้บริโภคนั้นกระทำให้เกิดโทษต่างๆ บางทีกระทำให้ลงท้อง บางทีกระทำให้ท้องขึ้น บางทีกระทำให้ตัวร้อน บางทีกระทำให้ปวดมวนในท้อง ทั้งนี้เป็นมลทินโทษแห่งน้ำนม เพราะน้ำนมดิบให้โทษเป็น ๓ ประการ ดังนี้
พระอาจารย์ท่านกล่าวไว้ดังนี้ อันว่าแพทย์ทั้งหลายมิได้ถือเอาซึ่งพระคัมภีร์ฉันทศาสตร์ อิ่มไปด้วยโลภ ด้วยหลงมีใจอันถือทิฐิมานะ อันว่าแพทย์ผู้นั้น ชื่อว่ามีตาอันบอดประกอบไปด้วยโทษ ด้วยประการดังนี้
แพทย์ผู้ใดมิได้เรียนซึ่งคัมภีร์ฉันทศาสตร์มิได้รู้จักกำเนิดแห่งซาง และสรรพคุณยาทั้งหลายได้แก่ตำราซึ่งท่านเขียนไว้ก็นำไปเที่ยวรักษา ด้ว ยใจโลภจะใคร่ได้ทรัพย์แห่งท่านประการ ๑ ถือทิฏฐิมานะว่าตัวรู้กว่าคนทั้งหลายประการ ๑ หลงใหลถือผิดเป็นชอบประการ ๑ มีความโกรธแก่ท่านประการ ๑ ทั้ง ๔ ประการนี้ ท่านว่าเป็นหมอโกหก อย่างนี้ในเมืองโสฬสมหานครท่านจับเอาตัวมาฆ่าเสียเป็นอันมาก ท่านทั้งปวงพึงรู้เถิด
อนึ่งแพทย์มิได้รู้จักกำเนิดแห่งโรคนั้น และวางยาให้ผิดแก่โรคมีดุจพระบาลีกล่าวไว้ ดังนี้
วางยาผิดโรคครั้งหนึ่งดุจประหารด้วยหอก
วางยาผิดโรคสองครั้งดุจเผาด้วยไฟ
วางยาผิดโรคสามครั้งดุจต้องสายฟ้าคือฟ้าผ่า
อันว่าโรคจะกำเริบขึ้นกว่าเก่าได้ร้อย เท่าพันเท่า อันว่าแพทย์ผู้นั้น ครั้นกระทำผิดซึ่งกาลกิริยาตายแล้ว ก็จะเอาไปปฏิสนธิในนรก
๙๒
ครรภ์รักษา
สตรีทั้งปวงครรภ์ตั้งขึ้น (มีครรภ์) ได้ ๑๕ วันก็ดี หรือ ๑ เดือนก็ดี จะแสดงกายให้ปรากฎแก่คนทั้งหลายว่าตั้งครรภ์มีเส้นสีเขียวผ่านหน้าอก หัวนมก็ดำคล้ำขึ้น และตั้งขึ้น กับมีเม็ดครอบหัวนม แพทย์พึงรู้ว่าสตรีนั้นตั้งครรภ์แล้ว ในระหว่างตั้งครรภ์ตั้งแต่ ๑ เดือน ถึง ๑๐ เดือน มารดามักจะมีโรคหรืออาการต่างๆ จึงมียาครรภ์รักษาใช้รักษาและป้องกันไม่ให้มีการแท้งหรือตกเลือดได้
ครรภ์วิปลาส
ว่าด้วยสาเหตุที่ทำให้สตรีนั้นครรภ์ตกไป (เกิดการแท้งหรืออันตรธาน) มีอยู่ ๔ ประการ คือ
๑. สตรีมีครรภ์นั้นบังเกิดกามวิตกหนาไปด้วยเตโชธาตุสมุฏฐาน ไฟราคะเผาผลาญแรงกล้าอยู่เป็นนิจ ทำให้ครรภ์นั้นตกไป (แท้ง) หรืออันตรธานไป (เพราะธาตุไฟกำเริบ)
๒. สตรีที่มีครรภ์ กินของที่ไม่ควรจะกินก็กิน กินของที่เผ็ดร้อนต่างๆ หรือของที่กินแล้วให้มีอาการลงท้องหรือยาที่ให้แสลงโรคต่างๆ กินยาขับโดยตั้งใจ (เพราะธาตุน้ำกำเริบ)
๓. สตรีมีครรภ์มีจิตมากด้วยความโกรธแล้วทำร้ายตัวเอง หรือเป็นผู้หญิงปากร้าย. ไม่รู้จักซึ่งโทษมีแก่ตน ใช้ถ้อยคำหยาบช้าด่าว่าสามีต นและผู้อื่น ถูกเขาทำโทษทุบถองโบยตีด้วยกำลังแรงต่างๆ สตรีผู้นั้นก็เจ็บ ซึ่งครรภ์แห่งหญิงนั้นก็ตกไป
๔. สตรีมีครรภ์ลูกถูกปีศาจทำโทษต่างๆ ครรภ์นั้นก็มิตั้งขึ้นได้ หรือต้อศาสตราคมคุณไสยเขากระทำก็ดี ลูกที่อยู่ในครรภ์นั้นก็ตกไป
ครรภ์ปริมณฑล
ในระยะ ๑๐ เดือน ที่สตรีตั้งครรภ์ย่อมมีโรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้นได้จัดยาไว้สำหรับแก้ไข้ แก้บิดมูกเลือด แก้ลมวิงเวียนหน้ามืด แก้ไข้ร้อนๆ หนาวๆ ระส่ำระสาย ลิ้นกระด้างคางแข็ง ยาสำหรับครรภ์ ๗ - ๘ เดือน กุมารไม่ดิ้น ยาให้คลอดง่าย และยาชักมดลูก เป็นต้น
ครรภ์ประสูติ
ว่าด้วยทารกคลอดจากครรภ์มารดา ด้วยอำนาจแห่งลมกัมมัชชวาตพัดกำเริบ ให้เส้นและเอ็นที่รัดตัวกุมารไว้คลายออกพร้อมก็ให้ศีรษะกลับลงเบื้องต่ำ ฤกษ์ยามดี แล้วก็คลอดจากครรภ์มารดาเรียกว่า "ตกฟาก" และในระยะปฐมวัยตั้งแต่ทารกรู้ชันคอจนถึงระยะรู้ย่าง รู้เดิน ก็จะมีลักษณะสำรอก ๗ ประการ และระยะดังกล่าวก็จะมีโรคเกิดกับทารกอยู่ก่อนแล้วมีโรคอื่นจรมาแทรกมาทับ เรียกโรคทับ ๘ ประการ
๙๓
ดวงซาง
เกิดซาง ๙ จำพวก เกิดขึ้ นจรในกินไส้พุง ตับ ปอด และหัวใจ
๑. ซางฝ้าย เกิดขึ้นในลิ้น ในปาก
๒. ซางขุม กลางลิ้นนั้นขึ้นซีดขาว
๓. ซางข้าวเปลือก เกิดในลิ้นในปาก ดังลิ้นวัว
๔. ซางข้าว ดวงดังนี้
๕. ซางควาย ดวงดังนี้
๖. ซางม้า ดวงดังนี้
ครั้นถึง ๒ วันติดกันเข้ามามีสีดำเขียวร้ายนัก
๗. ซางช้าง ดวงดังนี้
ถ้าหวำ และกลางแดง มักให้ลงท้อง
๘. ซางโจร ดวงดังนี้
มักขึ้นในไส้พุง และหัวตับ กระดูกสันหลัง ครั้นแก่นานหนักขึ้นมาดังดอกบุก
๙. ซางไฟ ถ้าขึ้นกลางลิ้นนั้น ลิ้นดำและริมแดง ร้ายนัก
ลักษณะซาง
๑. ซางโจร ขึ้นยอดดำเชิงแดง ขึ้นที่ต้นกรามทั้ง ๒ ข้าง ให้ลงท ้องแต่ในเขตอายุ ๑ เดือน ไปจนถึง ๑๐ เดือน ให้ลงท้องเป็นดังส่าเหล้า ถ้าขึ้นตับถ่ายอุจจาระดำออกมา ขึ้นในไส้อ่อน (ลำไส้เล็ก) ให้ถ่ายอุจจาระสีเขียวดังใบไม้ ถ้าขึ้นในให้หลังโกง และขัดปัสสาวะมักเป็นนิ่ว (นิ่วซาง) ให้ ปัสสาวะขาว ดุจน้ำปูน
๒. ซางนิล ซางนี้มาเกิดในกระหม่อม แล้วลงมาเกิดขึ้นในเพดานยอด ๑ หรือ ๓ ยอด ๔ ยอด ครั้นได้ ๒ เดือน ๓ เดือน ก็กระจายออกมาขึ้นเหงือกและกรามทั้ง ๒ ข้าง ให้เจ็บปวด มีพิษทั่วไป