เมนูการเรียนรู้
1 .
เนื้อหาหลัก
2 .
สรุปย่อ
เอกสารประกอบ
คลิปเสียง
3 .
คลิป VDO
4 .
แบบทดสอบ
บทที่ ๘
โรคโลหิตระดูสตรี
คัมภีร์มหาโชตรัต กล่าวถึงโรคโลหิตระดูสตรีปกติโทษและระดูทุจริตโทษ ซึ่งว่าด้วยปฐมสัตว์ มนุษย์อันเกิดมาเป็นรูปสตรีภาพ ตั้งแต่คลอดจากครรภ์มารดา มีกายแตกต่างจากชาย ๔ ประการคือ
๑. ถันประโยธร
๒. จริตกิริยา
๓. ที่ประเวณี
๔. ต่อมโลหิตระดู
๑. ที่เกิดโลหิตระดูของสตรี ๕ ประการ (เรียกว่าโลหิตปกติ)
๑.๑ โลหิตระดูอันเกิดแก่หัวใจ เมื่อใกล้จะมีระดูมานั้น มีอาการให้คลั่งเพ้อ เจรจาด้วย ผี ให้นอนสะดุ้ง หวาดผวา มักขี้งโกรธไปต่างๆ ครั้นมีระดูออกมาแล้ว อาการนั้นก็หายไป
๑.๒ โลหิตระดูอันเกิดแต่ขั้วดี เมื่อ ใกล้จะมีระดูมานั้น ให้มีอาการเป็นไข้ ให้คลั่งไคล้ ละเมอเพ้อพก เจรจาด้วยผี ให้นอนสะดุ้งหวาดไป ครั้นมีระดูออกมาแล้ว อาการนั้นก็หายไป
๑.๓ โลหิตระดูอันเกิดแต่ผิวเนื้อ เมื่อใกล้จะมีระดูมานั้น ให้มีอาการนอนร้อนผิวเนื้อผิวหนังและแดงดังผลตำลึงสุก บางทีให้ผุดขึ้นทั้งตัวดังยอดหัดและฟกเป็นดังไข้รากสาด เป็นอยู่ ๒ วัน ๓ วัน ครั้นมีระดูมาแล้ว อาการนั้นก็หายไป
๑.๔ โลหิตระดูอันบังเกิดแต่เส้นเอ็น เมื่อใกล้จะมีระดูมานั้น ให้เป็นดุจดังไข้จับ ให้สะบัดร้อนสะบัดหนาว ปวดศีรษะมาก ครั้นพอมีระดูออกมาแล้ว อาการก็หายไป
๑.๕ โลหิตระดูอันเกิดแต่กระดูก เมื่อใกล้จะมีระดูมานั้น ให้เมื่อยขบไปทุกข้อดังจะข าดออกจากกัน ให้เจ็บขั้นเอวสันหลังมาก มักบิดเกียจคร้านบ่อยๆ ครั้นมีระดูออกมาแล้วก็หายไป
โลหิตปกติโทษทั้ง ๕ ประการนี้ อธิบายไว้พอเป็นที่สังเกตของแพทย์ เพราะโลหิตปกติโทษจะมีอยู่แต่เท่านั้นหามิได้ ย่อมมีอยู่ทั่วไปทั้งอาการ ๓๒ ซึ่งชุ่มแช่อยู่ทั่วไปทั้งตัว ด้วยลม ๖ จำพวก และลมทั้งหลายพัดให้เดินไปมาระหว่างเส้นเอ็น เนื้อหนังและอวัยวะทั้งหลายในร่างกาย เป็นธรรมดาของสัตว์โลก เตโชธาตุทั้ง ๔ นั้น ทำหน้าที่ให้โลหิตในกายอบอุ่นแล้ว ถ้าเตโชธาตุกล้าหรือร้อนเกินปกติ โลหิตก็ร้อนทนไม่ได้ ก็จะผุดออกมานอกผิวหนัง แพทย์จึงสมมุติว่าเป็นเม็ดกำเดา รากสาดปานดำปานแดง และกาฬทั้งปวง นั่นคือเหตุของโลหิตนั่นเอง จึงกล่าวได้ว่า ดี กำเดา ก็คือ เตโซ ส่วนโลหิตเป็นเจ้าสมุฏฐาน อันว่าโลหิตนั้นเป็นธรรมชาติของสตรี ผู้ใดเคยมีระดูมานั้น หากลมกองใดเคยกำเริบ ลมกองนั้นจะกำเริบทุกเดือนทุกครั้ง จึงเรียกว่า "ปกติโลหิต" หรือโลหิตประจำเดือน
๙๕
แต่ถ้าถึงกำหนดระดูมีมา อาการแปลกไปอย่างอื่น และลมกองที่เคยพัดประจำเกิดไม่พัด ลมกองอื่นจึงเข้าพัดแทน อาการจึงแปลกไปจากทุกเดือนอย่างนี้เรียกว่า "โลหิตทุจริตโทษ"
๒. หญิงมีระดูมาแล้วเกิดแห้งไปเพราะเหตุ ๕ ประการ คือ
๒.๑ มีกามราคะจัด อำนาจแห่งไฟราคะเผาโลหิตให้แห้งไป
๒.๒ บริโภคอาหารเผ็ดร้อนเกินไป เป็นเหตุให้ระ ดูพิการได้
๒.๓ มีโทสะเป็นนิจ หรือทำงานหนักเกินไป เป็นเหตุให้ระดูนั้นแห้งไป
๒.๔ มีโมหะอยู่เป็นนิจ หรือออกกำลังกายมากเกินไป เป็นเหตุให้โลหิตนั้นแห้งไป
๒.๕ เป็นด้วยกรรมพันธุ์ติดต่อมาจากบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ของหญิงนั้น
หญิงจำพวกใดเมื่ออายุได้ ๑๔ - ๑๕ ปี ขึ้นไป และสิ้นกำหนดตานซางแล้ว ต่อมโลหิตระดูของหญิงนั้นก็บังเกิดมาตามประเวณีของสตรีภาพ ให้แพทย์พิจารณาดูว่า โลหิตนั้นเกิดจากที่ใด แล้วให้ปรุง ยาชื่อ ยาพรหมภักดิ์ เป็นยาประจุโลหิตร้ายเสียให้สิ้น แล้วจึงแต่งยาบำรุงไฟธาตุให้กิน เพื่อปรับธาตุทั้ง ๔ ให้เสมอกัน แล้วจึงแต่งยาชื่อว่า ยากำลังราสีห์ ยากำลังแสงพระอาทิตย์ บำรุงโลหิตให้บริบูรณ์แล้ว เมื่อใดสัตว์ที่จะมาปฏิสนธิก็จะเกิดขึ้นได้เมื่อนั้น
หญิงใดมีโลหิตพิการ บางจำพวกโลหิตนั้นเป็นก้อนกลมเท่าฟองไข่เป็ดอยู่ในท้องน้อยและหัวเหน่า บางพวกติดอยู่ในทรวงอก บางจำพวกกลมกลิ้งอยู่ในท้องน้อยเจ็บปวดดุจดังเป็นบิด บางทีให้ขึ้นจุกอยู่ยอดอก เจ็บปวดดังจะขาดใจตายทั้งกลางวันและกลางคืน ถ้าถึง ๗ วัน ตาย
๓. ว่าด้วยริดสีดวงมหากาฬ ๔ จำพวก
๓.๑ เกิดที่คอ
๓.๒ เกิดในอก
๓.๓ เกิดในทวาร
๓.๔ เกิดในลำไส้
ลักษณะอาการ - ที่ทรวงอกและลำคอ เป็นเม็ดขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว เมื่อสุกแตกออกเป็นบุพโพโลหิตออกมา แล้วเลื่อนเข้าไปหากันบานดังดอกบุก เป็นบุพโพโลหิตไหล มิรู้ก็ว่าเป็นฝีที่ลำไส้ ลำคอเกิดขึ้นขนาดเมล็ดข้าวโพดที่ทวารเบา ตั้งขึ้นเป็นกองเป็นหมู่ประมาณ ๙ - ๑๐ เม็ด ขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว เมื่อสุกแตกออกเป็นบุพโพโลหิตระคนกั น เลื่อนเข้าหากัน มีสัณฐานบานดังดอกบุก
๙๖
๔. ลักษณะโลหิตทุจริตโทษ ๕ ประการ มี
๔.๑ โลหิตระดูร้าง
๔.๒ โลหิตคลอดบุตร
๔.๓ โลหิตต้องพิฆาตอันตกต้นไม้หรือถูกทุบถองโบยตี
๔.๔ โลหิตเน่า
๔.๕ โลหิตตกหมกซ้ำ
๔.๑ โลหิตระดูร้าง เมื่อจะบังเกิดโลหิตระดูมิได้มาตามปกติ บางทีดำและมีกลิ่นเหม็นเน่าบางทีจาง ดุจน้ำชานหมาก บางทีใสดุจน้ำคาวปลา บางทีขาวดุจดังน้ำซาวข้าว กระทำให้เจ็บปวด เป็นไปต่างๆ ครั้นเป็นนานเข้ามักกลายเป็นมานโลหิต
๔.๒ โลหิตคลอดบุตร เมื่อจะบังเกิดทำให้โลหิตคั่งเข้าเดินไม่สะดวก แล้วตั้งขึ้นเป็นลิ่มเป็นก้อนให้แดกขึ้นแดกลง บางทีให้คลั่ง ขบฟัน ตาเหลือกตาซ้อน ขอบตาเขียว และริมฝีปากเขียว เล็บมือเล็บเท้าเขียว สมมุติว่าปีศาจเข้าสิง
๔.๓ โลหิตต้องพิมาต อันตกต้นไม้ และถูกทุบถองโบยตี ถ้าเป็นดังกล่าวท่านว่าไข้นั้นถึงพิฆาตเพราะโลหิตที่ถูกกระทำนั้นกระทบช้ำระคนกับโลหิตระดู เกิดแห้งกรังเข้าติดกระดูกสันหลังอยู่จึงได้ชื่อว่าโลหิตแห้งกรัง เพราะอาศัยโลหิตพิการ
๔.๔ โลหิตเน่า อาศัยโลหิตระดูร้าง โลหิตคลอดบุตร โลหิตต้องพิฆาต และโลหิตตกหมกซ้ำเจือมาเน่าอยู่จึงเรียกว่า โลหิตเน่า เป็นใหญ่กว่าลมทั้งหลาย เมื่อจะให้โทษ โลหิตเน่ามีพิษอันกล้าแล่นไปทุกขุมขน บางทีแล่นเข้าจับหัวใจ บางทีแล่นออกผิวเนื้อ ผุดเป็นวงดำ แดง เขียว ขาวก็มี บางทีผุดขึ้นดังยอดผดทำพิษให้คันเป็นกำลังให้ทุรนทุรายยิ่งนัก
๔.๕ โลหิตตกหมกช้ำ ก็อาศัยโลหิตเน่า เหตุเพร าะแพทย์ใช้ยาประคบ ยาผาย ยาขับโลหิตไม่ถึงกำลังหมายถึงให้ยาน้อยกว่ากำลังเลือด และโลหิตนั้นเกิดระส่ำระสายออกไม่หมดสิ้นเชิง จึงตกหมกซ้ำอยู่ ได้ชื่อว่าโลหิตตกหมกช้ำ บางทีตกช้ำอยู่ในเส้นเย็น หัวเหน่า เมื่อจะให้โทษก็คุมกันเข้า กระทำให้เป็นฝีมดลูก ฝีปอดคว่ำ ฝีเอ็น ฝีอัคนีสันต์ ฝีปลวก และมานโลหิต
๕. โลหิตเกิดจากกองธาตุมี ๔ อย่าง
๕.๑ โลหิตเกิดแต่กองเตโชธาตุ ถ้าเกิดแต่สตรีผู้ใด มีสามีแล้วหรือไม่มีก็ดี เมื่อระดูจะมีมานั้นกระทำให้ตึงไปทั่วตัวแล้วระดูจึงมีมา ให้ร้อนทางช่องคลอดดุจถูกพริก โลหิตที่ออกมานั้นเป็นฟองมีสีเหลืองน้ำฝางอันบุคคลเอาน้ำส้มมะนาวบีบลง สีนั้นก็เหลืองไป กระทำให้ร้อนผิวเนื้อมาก ให้อาเจียนให้เหม็นอาหาร บริโภคอาหารไม่ได้ สะบัดร้อนสะบัดหนาว
๙๗
๕.๒ โลหิตอันบังเกิดแต่กองวาโยธาตุ ถ้าเกิดแก่สตรีใด ที่มีสามีแล้วหรือยังไม่มีสามีก็ดีเมื่อจะมีระดูมานั้นทำให้ท้องขึ้นท้องพอง ให้จุกให้เสียดเป็นกำลัง ให้ตัวร้อน ให้จับเป็นเวลา ให้คลื่นเหียนอาเจียนแต่ลมเปล่า ระดูมีมาไม่สะดวก มีสีดุจน้ำดอกคำอันจาง ให้ปวดเป็นกำลัง
๕.๓ โลหิตอันบังเกิดแต่กองอาโปธาตุ ถ้าเกิดแก่สตรีผู้ใด มีสามีแล้วหรือยังไม่มีก็ดี เมื่อระดูจะมีมานั้นกระทำให้ลงไปวันละ ๕ - ๖ ครั้ง ระดูนั้นเดินออกมาเป็นเมือกเป็นมัน เหม็นคาวยิ่งนัก โลหิตนั้นใส บางที่เป็นเปลวดุจปะระเมหะและไข่ขาว เดินไม่สะดวก ให้ปวดท้องมากบริโภคอาหารไม่ได้
๕.๔ โลหิตอันเกิดแก่กองปถวีธาตุ เกิดแก่สตรีผู้ใด มีสามีแล้วหรือยังไม่มีสามีก็ดี เมื่อระดูจะมีมานั้นให้เมื่อยทุกข้อทุกลำทุกกระดูก ระดูเดินหยดย้อยมิได้สะดวก บางทีเป็นมันเป็นเมือก บางทีเป็นปะระเมหะระคนออกมากับโลหิต เหนียวดุจยางมะตูม ทำให้ร้อนให้แสบ จุกเสียด ให้ท้องขึ้นเป็นกำลัง ระดูนั้นมีสีดำ แดง ขาว เหลืองระคนกันออกมา มีกลิ่นคาวยิ่งนัก ให้ปวดในอุทรเป็นกำลัง
๖. ว่าด้วยยาสำหรับสตรี
ยาบำรุงไฟธาตุ
ดอกดีปลี รากช้าพลู เถาสะค้าน รากเจตมูลเพลิง เหง้าชิงแห้ง ผลผักชี ว่านน้ำ หัวแห้วหมู พิลังกาสา บอระเพ็ด ผิวมะกรูด ยาทั้งนี้ หนักสิ่งละ ๑ ส่วนเสมอภาค บดเป็นผง ละลายน้ำส้มซ่า รับประทานครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ ๓ เวลา ก่อนอาหาร
สรรพคุณ กินบำรุงไฟธาตุให้บริบูรณ์
ยาบำรุงโลหิต
เบญจกูล หนักสิ่งละ ๑ บาท โกฐทั้ง ๕ เทียนทั้ง ๕ สิ่งละ ๖ สลึง ผลจันทน์ ดอกจันทน์ กระวาน กานพลู หนักสิ่งละ ๑ สลึง เลือดแรด ดอกคำไทย สิ่งละ ๓ บาท ฝางเสน ๒ บาท เกสรบัวหลวง ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี ดอกมะลิดอกจำปา ดอกกระดังงา กฤษณา กระลำพัก ขอนดอก ชะลูด อบเชยเทศ จันทน์ทั้ง ๒ ขมิ้นเครือ เอาส่วนเท่ากัน
สรรพคุณ ต้มรับประทานให้โลหิตงามดี
๙๘
ยาแก้เลือดลมทำพิษหลังคลอดบุตร
ไพล เปลือกกุ่มทั้งสอง อำพันแดง รากละหุ่งแดง ผลกระวาน กานพลู ข่า ขมิ้นอ้อย รากหญ้าพันงูแดง รากอังกาบ ผลสมอไทย ผลสมอพิเภก หัวตะไคร้หอม ผลช้าพลู รากเจตมูลเพลิง ขิงแครง ขิงแห้ง เปลือกราชพฤกษ์ รากกระพังโหมทั้งสอง ดีปลี สะค้าน เปลือกโลด ว่านเปราะ เทียนทั้ง ๕ โกฐหัวบัว โกฐกระดูก โกฐสอ โกฐเขมา โกฐพุงปลา เครื่องสมุนไพร เอาหนักสิ่งละ ๑ บาท เครื่องเทศ เอาหนักสิ่งละ ๒ สลึง ทำเป็นผง ปั้นแท่งไว้ ละลายด้วยน้ำสุกก็ได้ น้ำขิงก็ได้ น้ำข่าก็ได้
สรรพคุณ แก้เลือดลมตีขึ้น ชัก อ้าปากมิออก ลิ้นกระด้าง คางแข็ง และแก้ลมทั้งปวงในปัสสาวะ
ยาปลูกธาตุ
ดอกดีปลี รากช้าพลู ผักแพวแดง เถาสะค้าน ขิงแห้ง ผลผักชีล้อม ว่านน้ำ หัวแห้วหมู ผลพิลังกาสา ผิวมะกรูด ยาทั้งนี้ใช้ส่วนเสมอภาค พริกร่อนเท่ายาทั้งหลาย บดเป็นผงละลายน้ำผึ้งก็ได้ น้ำส้มซ่าก็ได้ สุราก็ได้ให้กิน
สรรพคุณ ปลูกไฟธาตุให้โลหิตงาม ถ้าไม่มีระดู ให้ระดูมีมา ถ้าแม่ลูกอ่อนกินทำให้น้ำนมมากทั้งหาโทษมิได้เลย ดีนักแล เป็นยาอายุวัฒนะด้วย
ยาแก้ระดูขัด
หัวดองดึง ๘ บาท รากเจตมูลเพลิง ดอกดีปลี เทียนขาว หนักอย่างละ ๑ บาท บดเป็นผงละลายสุรากิน
สรรพคุณ แก้ขัดระดูปีหนึ่งหรือ ๒ ปี โลหิตที่ตกค้างอยู่นั้นมักกลายเป็นมานโลหิต มานหิน มานน้ำ เป็นริดสีตวงต่างๆ ได้
ยาดองสำหรับอยู่ไฟไม่ได้
รากส้มกุ้ง หัวข้าวเย็น รากช้าพลู สมุลแว้ง ขมิ้นเครือ ผลจันทน์ ผลเอ็น สิ่งละหนึ่ง สลึง มะแว้งทั้งสอง สิ่งละหนึ่งสลึง จันทน์ทั้งสอง สิ่งละหนึ่งสลึง ตรีผลา ตรีกฎุก สิ่งละ ๒ สลึง เจตมูลเพลิง เทียนดำ เทียนขาว สิ่งละ ๒ สลึง รากเสนียด ๓ สลึง ดองสุราหมกข้าวเปลือกไว้ ๓ วันให้กิน
สรรพคุณ สำหรับอยู่ไฟไม่ได้ อาเจียน บริโภคเผ็ดร้อนไม่ได้ แก้มุตกิด มุตฆาต ได้ด้วย