เมนูการเรียนรู้
1 .
เนื้อหาหลัก
2 .
สรุปย่อ
เอกสารประกอบ
คลิปเสียง
3 .
คลิป VDO
4 .
แบบทดสอบ
บทที่ ๓
ความรู้เบื้องต้นของแพทย์แผนไทย
(กิจ ๔ ประการ)
บุคคลที่ปรารถนาจะศึกษาหาความรู้ความชำนาญในด้านการดูแลตนเอง การรักษาโรค การส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรคนั้น สิทธิการิยะท่านว่า
กุลบุตรผู้มีความปรารถาหาคุณสมบัติสำหรับตัวหรือผู้ที่มีความปรารถนาจะเป็นหมอนั้น จะต้องเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น คำว่า "หมอ" นั้นย่อมเรียกกันโดยมาก แต่ต่างกันโดยคุณความดีของบุคคล คือ ผู้ที่ชำนาญในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ ก็เรียกว่าหมอยา ผู้ที่เข้าใจในวิธีนวดก็เรียกว่าหมอนวด ผู้ที่ชำนาญในการทรมานช้าง ก็เรียกว่าหมอช้าง หรือ ควาญช้าง สุดแต่ผู้ชำนาญในวิธีใดก็คงเรียกกันว่าหมอตามวิธีนั้นๆ หมอยาซึ่งชำนาญในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยวิธีใช้ยาอย่างเดียว จะใช้คำว่าหมอเท่านั้น
หมอที่จะกล่าวต่อไปนี้มาจากคำว่า เวช แผลงมาเป็น แพทย์ แปลออกเป็นคำไทยว่า หมอ หมอที่จะเป็นผู้รู้ผู้ชำนาญในการรักษาโรคได้นั้น จะต้องรู้กิจ ๔ ประการในเบื้องตันเสียก่อน การที่จะศึกษาให้รอบรู้โดยถ่องแท้นั้นก็ย่อมเป็นการยาก เพราะมีมากมายหลายประเภท และแตกต่างโดยกาลประเทศคตินิยมก็เป็นอเนกนัย แต่ควรศึกษาให้เข้าใจไว้เป็นกระทู้ในเบื้องตันก่อน พอให้กุลบุตรได้ศึกษาเป็นวิชาความรู้ในเบื้องต้นแล้วจึงคิดค้นศึกษาหาความรู้ต่อไปในภายหน้า
ในวิชาเบื ้องต้นนี้ให้ชื่อว่า "เวชศึกษา" กล่าวด้วยกิจของหมอ ๔ ประการ ซึ่งสามารถจำแนกเป็นหมวดและอธิบายรายละเอียดได้ดังนี้ คือ
๑. รู้จักที่ตั้งแรกเกิดของโรค
๒. รู้จักชื่อของโรค
๓. รู้จักยารักษาโรค
๔. รู้จักว่ายาอย่างใดรักษาโรคใด
๑. รู้จักที่ตั้งแรกเกิดของโรค
ที่ตั้งแรกเกิดของโรคนั้น ได้แก่ สมุฏฐาน สมุฏฐาน แปลว่า ที่ตั้งที่แรกเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ จะบังเกิดขึ้นก็เพราะสมุฏฐานเป็นที่ตั้ง สมุฏฐานจำแนกออกเป็น ๔ ประการ คือ
๑๐
๑.๑ ธาตุสมุฏฐาน
๑.๒ อุตุสมุฏฐาน
๑.๓ อายุสมุฏฐาน
๑.๔ กาลสมุฏฐาน
๑.๑ ธาตุสมุฏฐาน แปลว่า ที่ตั้งของธาตุ แบ่งธาตุออกเป็น ๔ กอง คือ
๑.๑.๑ ปถวีสมุฏฐาน ธาตุดินเป็นที่ตั้ง จำแนกเป็น ๒๐ อย่าง
๑.๑.๒ อาโปสมุฏฐาน ธาตุน้ำเป็นที่ตั้ง จำแนกเป็น ๑๒ อย่าง
๑.๑.๓ วาโยสมุฏฐาน ธาตุลมเป็นที่ตั้ง จำแนกเป็น ๖ อย่าง
๑.๑.๔ เตโชสมุฏฐาน ธาตุไฟเป็นที่ตั้ง จำแนกเป็น ๔ อย่าง
จึงรวมเป็นธาตุสมุฏฐาน ๔๒ อย่าง หรือจะเรียกธาตุสมุฏฐานทั้ง ๔ ว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ก็ได้ ท่านจำแนกไว้โดยละเอียดดังนี้
ปถวีธาตุ ๒๐ อย่าง คือ
๑. เกศา คือ ผม ที่เป็นเส้นงอกอยู่บนศีรษะ
๒. โลมา คือ ขน เป็นเส้นงอกอยู่ทั่วกาย เช่น ขนคิ้ว หนวด เคราและขนอ่อนตามตัว เป็นต้น
๓. นะขา คือ เล็บ ที่งอกอยู่ตามปลายนิ้วมือ และปลายนิ้วเท้า
๔. ทันตา คือ ฟัน ฟันอย่าง ๑ เขี้ยวอย่าง ๑ กรามอย่าง ๑ รวมเรียกว่า ฟัน เป็นฟันน้ำนม ผลัด ๑ มี ๒๐ ซี่ เป็นฟันแท้ผลัด ๑ มี ๓๒ ซี่
๕. ตะโจ คือ หนัง ตามตำราเข้าใจว่าหมายถึงที่หุ้มกายภายนอก ซึ่งมี ๓ ชั้น คือ หนังหนา หนังชั้นกลาง หนังกำพร้า แต่ที่จริงหนังในปากเป็นหนังเปียกอีกชนิดหนึ่ งควรนับเข้าด้วย
๖. มังสัง คือ เนื้อที่เป็นกล้าม และเป็นแผ่นในกายทั่วไป
๗. นะหารู คือ เส้น และเอ็นในกายทั่วไป
๘. อัฏฐิ คือ กระดูก กระดูกอ่อนอย่าง ๑ กระดูกแข็งอย่าง ๑
๙. อัฏฐิมิญชัง คือ เยื่อในกระดูก แต่ที่จริงควรเรียกว่าไข เพราะเป็นน้ำมันส่วนเยื่อนั้นมีหุ้มอยู่นอกกระดูก
๑๐. วักกัง คือ ม้าม ตั้งอยู่ข้างกระเพาะอาหารทางด้านซ้าย
๑๑. หทะยัง คือ หัวใจอย ู่ในทรวงอก สำหรับสูบฉีดโลหิต ไปเลี้ยงร่างกายทางด้านซ้าย
๑๒. ยกะนัง คือ ตับ ตับอ่อนอย่าง ๑ และตับแก่อย่าง ๑ ซึ่งตั้งอยู่ชายโครงด้านขวา
๑๓. กิโลมะกัง คือ (พังผืด) เป็นเนื้อยืดหดได้มีอยู่ทั่วกาย
๑๔. ปีหะกัง คือ (ไต) มีอยู่ ๒ ไต ติดกระดูกสันหลังบริเวณบั้นเอวขวาและซ้าย สำหรับขับปัสสาวะ
๑๕. ปัปผาสัง คือ (ปอด ) มีอยู่ในทรวงอกขวาและซ้ายสำหรับหายใจ
๑๑
๑๖. อันตัง คือ (ลำไส้ใหญ่) เข้าใจว่านับทั้ง ๒ ตอนๆ บนรวมกระเพาะอาหารเข้าด้วยกับตอนล่างต่อจากลำไส้ไปหาทวารหนักอีกตอนหนึ่ง
๑๗. อันตะคุณัง คือ (ลำไส้น้อย) สำไล้เล็กที่ขดต่อจากกระเพาะอาหารไปต่อกับไส้ใหญ่ตอนล่าง
๑๘. อุทริยัง คือ (อาหารใหม่) อาหารที่อยู่เพียงลำไส้ใหญ่ตอนบน (ในกระเพาะอาหาร) และในลำไส้เล็ก
๑๙. กะรีสัง คือ (อาหารเก่า) กากอาหารที่ตกจากลำไส้เล็กมาอยู่ในลำไส้ใหญ่ตอนล่าง และตกไปทวารหนัก
๒๐. มัตถะเก มัตถะลุงคัง คือ (สมอง และมันสมอง) ซึ่งเป็ นก้อนอยู่ในศีรษะ ต่อเนื่องลามตลอดกระดูกสันหลังติดกับเส้นประสาททั่วไป
อาโปธาตุ ๑๒ อย่าง คือ
๑. ปิตตัง คือ (น้ำดี) แยกเป็น ๒ อย่าง พัทธปิตตัง น้ำดีในฝีก อพัทธปิตตะ น้ำดีนอกฝัก (ที่ตกในลำไส้)
๒. เสมหัง คือ (น้ำเสลด) แยกเป็น ๓ คือ ศอเสมหะในลำคอ อุรเสมหะที่ปลายกระเพาะต่อกับลำไส้เล็ก คูถเสมหะที่ออกจากทางอุจจาระ เป็นต้น
๓. ปุพโพ คือ (น้ำเหลือง - หนอง) ที่ออกตามแผลต่างๆเกิดขึ้นเพราะมีเหตุซ้ำชอก และเป็นแผล เป็นต้น
๔. โลหิตตัง คือ (เลือด) โลหิตแดงอย่างหนึ่ง โลหิตดำอย่างหนึ่ง
๕. เสโท คือ (เหงื่อ) น้ำเหงื่อที่ออกตามกายทั่วไป
๖. เมโท คือ (มันข้น) เป็นเนื้อมันสีขาวออกเหลืองอ่อนมีในร่างกายทั่วไป
๗. อัสสุ คือ (น้ำตา) น้ำใสๆ ที่ออกจากตาทั้ง ๒ ข้าง
๘. วะสา คือ (มันเหลว) หยดมันและน้ำเหลืองในร่างกายทั่วไป
๙. เขโฬ คือ (น้ำลาย) น้ำลายในปาก
๑๐. สิงฆานิกา คือ (น้ำมูก) เป็นน้ำใสที่ออกทางจมูก
๑๑. ละสิกา คือ (ไขข้อ) น้ำมันที่อยู่ในข้อทั่วไป
๑๒. มุตตัง คือ (น้ำปัสสาวะ) น้ำที่ออกจากกระเพาะปัสสาวะ
วาโยธาตุ ๖ อย่าง
๑. อุทธังคมาวาตา คือ ลมสำหรับพัดขึ้นเบื้องบนตั้งแต่ปลายเท้าตลอดศีรษะ บางท่านกล่าวว่าตั้งแต่กระเพาะอาหารถึงลำคอ ได้แก่ เรอ เป็นต้น
๒. อโธคมาวาตา คือ ลมสำหรับพัดเบื้องล่างตั้งแต่ศีรษะตลอดถึงปลายเท้า บางท่า นกล่าวว่าตั้งแต่ลำไส้น้อยถึงทวารหนัก ได้แก่ ผายลม เป็นต้น
๑๒
๓. กุจฉิสยาวาตา คือ ลมสำหรับพัดอยู่ในท้องแต่นอกลำไส้
๔. โกฏฐาสยาวาตา คือ ลมสำหรับพัดในลำไส้ และในกระเพาะอาหาร
๕. อังคมังคานุสารีวาตา คือ ลมสำหรับพัดทั่วร่างกาย (แต่ก่อนเรียกว่า โลหิต แต่ปัจจุบันเรียกว่าลม)
๖. อัสสาสะปัสสาสะวาตา คือ ลมสำหรับหายใจเข้าออก
เตโชธาตุ ๔ อย่างคือ
๑. สันตัปปัคคี คือ ไฟสำหรับอุ่นกาย ซึ่งทำให้ตัวเราอุ่นเป็นปกติอยู่
๒. ปริทัยหัคคี คือ ไฟสำหรับร้อนระส่ำระสาย ซึ่งทำให้เราต้องอาบน้ำ และพัดวี
๓. ชิรณัคคี คือ ไฟสำหรับเผาให้แก่คร่ำคร่า ซึ่งทำให้ร่างกายเราเหี่ยวแห้ง ทรุดโทรม ทุพพลภาพไฟ
๔. ปริณามัคคี คือ ไฟสำหรับย่อยอาหาร ซึ่งทำให้อาหารที่เรากลืนลงไปนั้น แหลกละเอียดไป
ธาตุดิน ๒๐ อย่าง ธาตุน้ำ ๑๒ อย่าง ธาตุลม ๖ อย่าง ธา ตุไฟ ๔ อย่าง ดังพรรณนามาแล้วนี้แหละเป็นที่ตั้งที่เกิดของโรค เพราะธาตุทั้ง ๔ นั้นพิการไป มนุษย์จึงมีความเจ็บไข้ไปแต่ละอย่างๆ ท่านได้อธิบายในคัมภีร์ธาตุวิภังค์และคัมภีร์โรคนิทาน นอกจากนี้การรู้จักที่ตั้งที่เกิดแห่งโรคตามอาการของธาตุทั้ง ๔ กับตัวยาสำหรับแก้โรค ยังมีแจ้งอยู่ในคัมภีร์โรคนิทาน จึงกล่าวแต่ชื่อธาตุทั้ง ๔ ไว้พอสังเขปเท่านี้
อนึ่งธาตุ ๔๒ อย่าง ที่เป็นหัวหน้ามักจะพิการบ่อยๆ ไม่ค่อยจะเว้นตัวคน ย่อธาตุ ๔๒ อย่าง เป็นสมุฏฐานธาตุ ๓ กอง ดังนี้
๑. ปิตตสมุฏฐานาอาพาธา อาพาธด้วยดี
๒. เสมหะสมุฏฐานาอาพาธา อาพาธด้วยเสลด
๓. วาตสมุฏฐานาอาพาธา อ าพาธด้วยลม
เมื่อสมุฏฐานทั้ง ๓ ประชุมกันเข้าเรียกว่า สันนิปาติกาอาพาธา อาพาธด้วยโทษประชุมกัน ชื่อว่าสันนิบาต สมุฏฐานทั้ง ๓ กองนี้มักจะพิการเสมอไปไม่ใคร่จะขาด ถ้าฤดูผันแปรวิปริตไปเมื่อใด สมุฏฐานทั้ง ๓ กองนี้ก็พิการไปเมื่อนั้นจะได้กล่าวถึงธาตุพิการต่อไปในข้างหน้า
๑.๒ อุตุสมุฏฐาน แปลว่า ฤดูเป็นที่ตั้ง ฤดูนี้เป็นของมีอยู่สำหรับโลก ในปี ๑ ย่อมแปรไปตามปกติของเดือน วัน อันโลกได้สมมุติกันสืบมาโดยกาลนิยมตราบเท่าทุกวันนี้ อาการที่ฤดูแปรไปนี้ย่อมให้เกิดไข้เจ็บได้ ตามที่ท่านกล่าวว่า อุตุปรินามชาอาพาธา ไข้เจ็บเกิดเพราะฤดูแปรไป ฉะนั้นจึงจัดเอาฤดูเช้าเป็นสมุฏฐานของโรค ดังจะกล่าวต่อไปนี้
ฤดูในคัมภีร์แพทย์ท่านแบ่งออกเป็น ๓ อย่าง คือแบ่งเป็นฤดู ๓ อย่างหนึ่ง แบ่งเป็นฤดู ๔ อย่างหนึ่ง แบ่งเป็นฤดู ๖ อย่างหนึ่ง
๑๓
ฤดู ๓ ท่านจัดเป็นสมุฏฐานของโรค ในที่นี้จะแบ่งฤดู ๓ คือ ปี ๑ แบ่งออกเป็น ๓ ฤดูๆ หนึ่งมี ๔ เดือน ดังนี้คือ
๑. คิมหันตฤดู นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ไปจนถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ รวมเป็น ๔ เดือน เรียกว่า คิมหันตฤดู แปลว่าฤดูร้อน อากาศร้อนรักษาร่างกายมนุษย์อยู่ สัมผัสภายนอกกับธาตุของมนุษย์ได้กร ะทำความร้อนเป็นธรรมดา ก็มีอากาศฝน อากาศหนาวเจือมา ก็อาจเจ็บไข้ได้
๒. วสันตฤดู นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ไปจนถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ รวมเป็น ๔ เดือน เรียกว่า วสันตฤดู แปลว่าฤดูฝน อากาศหน้าฝนรักษาร่างกายมนุษย์ เมื่ออากาศภายนอกสัมผัสกับธาตุของมนุษย์ ก็ได้กระทบความเย็นเป็นธรรมดา แต่เมื่ออากาศหนาวร้อนมาผสม มนุษย์อาจเจ็บไข้ได้
๓. เหมันตฤดู นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ไปจนถึงขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๔ รวมเป็น ๔ เดือน เรียกว่า เหมันตฤดู แปลว่าฤดูหนาว หรือฤดูน้ำค้าง อากาศหนาวรักษาร่างกายมนุษย์อยู่ สัมผัสและธาตุของมนุษย์ได้กระทบความหนาวเป็นธรรมดา ก็มีอากาศร้อน อากาศฝนเจือมา เมื่อฤดูทั้ง ๓ ซึ่งแบ่งออกโดยนามตามสามัญนิยมผลัดเปลี่ยนกันไป และมีอากาศร้อนหนาวเจือมา ในระหว่างของฤดูนั้นๆ ดังนี้ ก็ย่อมเป็นเหตุให้มนุษย์มีความเจ็บไข้ด้วยสัมผัสอากาศธาตุภายนอกกับธาตุภายในไม่เสมอกัน อนึ่ง เมื่อระหว่างฤดูต่อกันนั้น ทำให้สัมผัสของมนุษย์ไม่เสมอกัน ซึ่งฤดูแปรไปไม่ปกติเช่นนี้ ธาตุในร่างกายของมนุษย์ก็ย่อมแปรไปตามฤดูเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นคราวที่ธาตุหมุนเวียนไปไม่ทันกับคราวฤดูที่เป็นอากาศธาตุภายนอกคราวใด ก็ย่อมมีการเจ็บไข้บังเกิดขึ้น อนึ่งในฤดูๆ นั้น ท่านแบ่งออกเป็นสมุฏฐานของโรคดังนี้
๑. คิมหันตฤดู เป็นสมุฏฐานเตโช สันตัปปัคคี
๒. วสันตฤดู เป็นสมุฏฐานวาโย กุจฉิสยาวาตา
๓. เหมันตฤดู เป็นสมุฏฐานอาโป พิกัดเสมหะโลหิต
ฤดู ๔ ท่านจัดเป็นสมุฏฐานของโรค ในที่นี้จะแบ่งฤดู ๔ คือ ปี ๑ จะแบ่งออกเป็น ๔ ฤดู ฤดูหนึ่ง ๓ เดือน ดังนี้ คือ
๑. ฤดูที่ ๑ นับแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เตือน ๗ สมุฏฐานเตโช
๒. ฤดูที่ ๒ นับแต่วันแรม ๑ ค่ำเดือน ๗ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ สมุฏฐานวาโย
๓. ฤดูที่ ๓ นับแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑ สมุฏฐานอาโป
๔. ฤดูที่ ๔ นับแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ สมุฏฐานปถวี
ฤดู ๖ คือ การแบ่งเวลาปี ๑ เป็น ๖ ฤดูๆ หนึ่ง ๒ เดือน ดังนี้คือ
๑. ฤดูที่ ๑ นับแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ถ้าเป็นไข้ก็เป็นด้วย พัทธปิตะ กำเดาเป็นเพราะเพื่อโลหิตร้อน
๒. ฤดูที่ ๒ นับแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ถ้าเป็นไข้เป็นเพื่อ เตโช วาโย กำเดาระคน
๓. ฤดูที่ ๓ นับแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ถ้าเป็นไข้เป็นเพื่อวาโย และเสมหะ
๑๔
๔. ฤดูที่ ๔ นับแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ถ้าเป็นไข้เป็นเพื่อลม เพื่อเสมหะ และมูตร
๕. ฤดูที่ ๕ นับแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๒ ถ้าเป็นไข้เป็นเพราะเสมหะ และกำเดา โลหิต
๖. ฤดูที่ ๖ นับแต่วันเรม ๑ ค่ำ เดือน ๒ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ถ้าเป็นไข้เป็นเพราะธาตุดินเป็นมูลเหตุ เพื่อเลือด ลม กำเดา เจือเสมหะ
๑.๓ อายุสมุฏฐาน นั้นแปลว่าอายุเป็นที่ตั้ง ท่านจัดไว้ ๓ อย่าง คือ ปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย
๑.๓.๑ ปฐมวัย นับแต่แรกเกิดจนอายุ ๑๖ ปี สมุฏฐานอาโปพิกัดเสมหะกับโลหิตระคนกัน ท่านแบ่งเป็น ๒ ตอน ตอนแรกเกิดจนอายุ ๘ ขวบ มีสมหะเป็นเจ้าเรือนปิตตะแทรก ตอนสอง ๘ ขวบ ถึง ๑๖ ขวบ มีปิตตะเป็นเจ้าเรือน เสมหะยังเจืออยู่
๑.๓.๒ มัชฌิมวัย นับตั้งแต่อายุพัน ๑๖ ปีขึ้นไปจนถึงอายุ ๓๒ ปี สมุฏฐานเตโชพิกัดดี ๒ ส่วน สมุฏฐานวาโย ๑ ส่วนระคนกัน
๑.๓.๓ ปัจฉิมวัย นับตั้งแต่อายุพัน ๓๒ ปีไปจนถึง ๖๔ ปี สมุฏฐานวาโยอาโปแทรกพิกัดเสมหะกับเหงื่อ
๑.๔ กาลสมุฏฐาน แปลว่า เวลาเป็นที่ตั้ง ท่านแบ่งไว้เป็น กลางวัน ๔ ตอน กลางคืน ๔ ตอน ดังนี้คือ
๑.๔.๑ ตอนที่ ๑ นับแต่ย่ำรุ่ง ( ๐๖.๐๐ น.) ถึง ๓ โมงเช้า ( ๐๙.๐๐ น.)
ย่ำค่ำ ( ๑๘.๐๐ น.) ถึง ยาม ๑ (๒๑.๐๐ น.) สมุฏฐานอาโปพิกัดเสมหะ
๑.๔.๒ ตอนที่ ๒ นับแต่ ๓ โมงเช้า (๐๙.๐๐ น.) ถึง เที่ยง (๑๒.๐๐ น.)
ยาม ๑ ( ๒๑.๐๐ น.) ถึง ๒ ยาม (๒๔.๐๐น.) สมุฏฐานอาโปพิกัดโลหิต
๑.๔.๓ ตอนที่ ๓ นับแต่เที่ยง (๑๒.๐๐ น.) ถึง บ่าย ๓ โมง (๑๕.๐๐ น.)
๒ ยาม (๒๔.๐๐ น.) ถึง ๓ ยาม (๐๓.๐๐ น.) สมุฏฐานอาโปพิกัดดี
๑.๔.๔ ตอนที่ ๔ นับแต่บ่าย ๓ โมง (๑๕.๐๐ น.) ถึง ย่ำค่ำ (๑๘.๐๐ น.)
๓ ยาม (๐๓.๐๐ น.) ถึง ย่ำรุ่ง (๐๖.๐๐ น.) สมุฏฐานวาโย
ตามที่กล่าวมาแล้วว่า สมุฏฐานทั้ง ๔ เป็นที่ตั้งที่เกิดของโรคตามคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัยนั้นยังหาสิ้นเชิงไม่ ด้วยประเทศที่เกิดที่อยู่ก็ย่อมเป็นที่ตั้งที่เกิดของโรคได้อย่างหนึ่งเหมือนกัน เพราะฉะนั้นในที่นี้จึงยกเอาประเทศสมุฏฐานเข้าไว้ด้วย จัดเป็นประเทศสมุฏฐานอีกประการหนึ่ง
๑๕
ประเทศสมุฏฐาน
ที่ว่าประเทศที่อยู่เป็นที่ตั้งของโรคด้วยนั้น คือ บุคคลที่เคยอยู่ในประเทศดอน หรือเนินเขาอันปราศจากเปือกตมก็ดี หรือบุคคลที่เคยอยู่ในประเทศอันเป็นเปือกตมก็ดี บุคคลอันเคยอยู่ในประเทศร้อนหรือประเทศหนาวก็ดี เคยอยู่ในประเทศใด ธาตุสมุฏฐานอันมีอยู่ในร่างกายก็คุ้นเคยกับอากาศในประเทศนั้นตามปกติ ถ้าบุคคลเคยอยู่ที่ตอนแล้วมาอยู่ในที่เปีอกตม หรือบุคคลเคยอยู่ประเทศหนาวมาอยู่ประเทศร้อน เคยอยู่ในประเทศร้อนไปอยู่ประเทศหนาว เมื่อยังไม่คุ้นเคยกับอากาศในประเทศนั้นๆ แล้ว ก็ย่อมจะมีความเจ็บไข้ เช่น บุคคลเคยอยู่ชายทะเลไปป่าสูง บุคคลอยู่ป่าสูงมาอยู่ชายทะเลก็มีความเจ็บไข้ที่เรียกกันว่าไข้ผิดน้ำผิดอากาศ นี่ก็ไม่ใช่อะไร เป็นเพราะธาตุไม่คุ้นเคยกับประเทศนั่นเอง แม้แต่ที่ซึ่งเคยอยู่มาแล้ว แต่มีเปือกตมอันเป็นสิ่งโสโครกเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ก็ย่อมเป็นเหตุจะให้โรคเกิดขึ้นได้เหมือนกัน หมอทั้งหลายจึงแนะนำให้รักษาที่อยู่ให้สะอาด เพื่อเป็นทางป้องกันโรคได้อย่างหนึ่ง เพราะเหตุนี้แหละประเทศที่อยู่จึงจัดเป็นสมุฏฐานที่ตั้งที่เกิดของโรคด้วย
ประเทศสมุฏฐานจัดเป็น ๔ ประการ เพื่อให้เป็นที่สังเกตว่าที่อยู่กับธาตุในร่างกาย ย่อมเป็นสิ่งซึ่งแอบอิงอาศัยแก่กัน คนที่เกิดในประเทศหนึ่งๆ มีสมุฏฐานโรคต่างกันอย่างไร ได้กำหนดไว้ดังนี้
๑. คนเกิดในประเทศที่สูง เช่น ชาวเขา เรียกประเทศร้อนที่ตั้งแห่งโรคของคนประเทศนั้นเป็น สมุฏฐานเตโช
๒. คนเกิดในประเทศที่เป็นน้ำกรวดทราย เรียกประเทศอุ่น ที่ตั้งแห่งโรคของคนประเทศนั้นเป็น สมุฏฐานอาโป ดีโลหิต
๓. คนเกิดในประเทศที่เป็นน้ำฝนเปือกตม เรียกประเทศเย็น ที่ตั้งแห่งโรคข องคนประเทศนั้นเป็นสมุฏฐานวาโย
๔. คนเกิดในประเทศที่เป็นน้ำเค็มเปือกตม เรียกประเทศหนาว ที่ตั้งแห่งโรคของคนประเทศนั้นเป็น สมุฏฐานปถวี
สมุฏฐานตามลักษณะอาการของโรค
สมุฏฐานต่างๆ ยังมีการจำแนกตามลักษณะอาการของโรค ซึ่งบังเกิด ณ ที่ทั่วไป ตามอวัยวะร่างกายที่ได้เป็นส่วนๆ ในอาการ ๓๒ มี เกศา โลมา เป็นต้นนั้น เมื่อโรคบังเกิดขึ้นแก่ร่างกายส่วนหนึ่งส่วนใดท่านเรียกว่าส่วนนั้นพิการ ดังนี้เรียกว่าบอกสมุฏฐาน คือชี้ที่เกิดของโรค ฝ่ายธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ซึ่งมีหน้าที่ต้องทำธุระให้แก่ร่างกาย ที่ท่านได้จำแนกไว้เป็นส่วนๆนั้น เมื่อส่วนใตวิปริตผิดไปจากปกติมีโรคภัยบังเกิดขึ้น ท่านก็เรียกว่าส่วนนั้นๆ พิการ บอกสมุฏฐานด้วยเหมือนกัน แต่การตรวจสมุฏฐานเพื่อให้รู้ว่าไข้ที่ป่วยรายนี้ มีอะไรเป็นสมุฏฐานที่เกิดโรคนั้นๆ ท่านวางหลักไว้เป็นแบบสำหรับสอบสวนกันหลายทาง ธาตุทั้ง ๔ ก็บอกสมุฏฐานได้อย่างหนึ่ง ตามหลักธาตุสมุฏฐาน ฤดู ดิน ฟ้า อากาศ บอกสมุฏฐานได้อย่างหนึ่งตามหลักอุตุสมุฏฐานอายุของคนไข้บอกสมุฏฐาน เวลาที่คนไข้ป่วยและมีอาการปรวนแปรไปต่างๆ บอกสมุฏฐานได้อย่างหนึ่งตามหลักกาลสมุฏฐาน ประเทศที่คนไข้เกิด และป่วยบอกสมุฏฐานได้อย่างหนึ่งตาม
๑๖
หลักประเทศสมุฏฐาน ดังได้กล่าวมาในข้างต้นแล้วนั้น การที่แพทย์จะวางยาก็ต้องวางให้ถูกต้องตามสมุฏฐานนั้นๆ แต่การที่แพทย์ตรวจเห็นคนเจ็บมีอาการเช่นนั้นๆ แล้วก็เข้าใจว่าเป็นโรคนั้นๆ เช่น เป็นหวัด เป็นกระษัย เป็นไข้ และวางอย่างนี้อย่างนั้นไปตามชื่อของโรค เช่นนี้ดูก็ยังไม่ตรงตามลักษณะสมุฏฐานเพราะชื่อโรคนั้นๆ เป็นชื่อที่แพทย์สมมุติเรียกกันขึ้น และเรียกกันตามที่เคยพบเห็นต่อๆ มา แต่โรคบางอย่างที่นานๆ พบ หรือโรค ๒ อย่างที่มีอาการคล้ายคลึงกัน แพทย์หลายคนเรียกชื่อไม่ตรงกันก็มี เหตุฉะนั้นในการที่รักษาคนไข้จะอาศัยชื่อเอาตามโรคที่สมมุติเรียกกัน จะนับว่าเป็นหลักฐานแน่นอนย่อมไม่ได้ ถ้าจะรักษาให้ถูกต้องแม่นยำแล้ว ต้องตรวจตราพิจารณาตามสมุฏฐานมาเป็นนั่นแหละและแม่นมั่นกว่า อนึ่งในคัมภีร์ธาตุวิภังค์ ท่านก็ไม่ใช้ชื่อโรคตามสมมุติ ท่านเรียกตามสมุฏฐานมาเป็นแบบอย่างคือ เมื่อเห็นอาการว่าเป็นโรคที่ตับก็เรียกตับพิการ ที่ปอดก็เรียกว่าปอดพิการ หรือเป็นโรคเพื่อเสมหะก็เรียกว่าเสมหะพิการให้แพทย์ผู้ศึกษา ให้รู้อาการไข้ให้ตรงฉะนี้
ลักษณะอาการของโรค บอกสมุฏฐานตามหลักที่ท่านได้บัญญัติไว้ สำหรับเป็นเครื่องวินิจฉัยของแพทย์ในการตรวจไข้ อนึ่งขอชี้แจงไว้ว่าบรรดาโรคที่มีประจำตัวมนุษย์อยู่บ่อยๆ นั้น โดยมากย่อมมีอยู่ใน ๓ พวก คือ โรคเกิดเพื่อดี เพื่อเสมหะ และเพื่อลม ที่ได้กล่าวมาแล้วในสมุฏฐานธาตุ ๓ นั้น เป็นมากกว่าอย่างอื่น หรือเรียกว่า ธาตุสมุฏฐานพิการ จำแนกออกเป็น สมุฏฐานปถวีธาตุพิการ สมุฏฐานอาโปธาตุพิการ สมุฏฐาน วาโยธาตุพิการ และสมุฏฐานเตโชธาตุพิการ
๑. สมุฏฐานปถวีธาตุพิการ
๑.๑ เกศาพิการ ให้มีอาการเจ็บตามหนังหัวและผมร่วง
๑.๒ โลมาพิการ ให้มีอาการเจ็บตามผิวหนังและขนร่วง
๑.๓ นะขาพิการ ให้มีอาการปวดที่โคนเล็บ บางทีทำให้เล็บถอด บางทีเป็นเม็ด เป็นหนองที่โคนเล็บ
๑.๔ ทันตาพิการ เป็นรำมะนาด เป็นฝรำมะนาด ฝีกราม ให้ปวดตามรากฟัน แมงกินฟัน
๑.๕ ตะโจพิการ ให้คันตามผิวหนัง ให้รู้สึกกายสากตามผิวหนัง ให้แสบร้อนตามผิวหนัง
๑.๖ มังสังพิการ ให้เนื้อเป็นผื่นแดงช้ำและแสบร้อน เนื้อเป็นแฝดเป็นไฝ เป็นหูด เป็นพรายย้ำ
๑.๗ นะหารูพิการ ให้ รู้สึกตึงรัดผูกดวงใจ ให้สวิงสวาย และอ่อนหิว
๑.๘ อัฏฐิพิการ ให้เจ็บปวดในแท่งกระดูก
๑.๙ อัฏฐิมิญชังพิการ ให้ข้นให้เป็นไข แล้วมีอาการเป็นเหน็บชา
๑.๑๐ วักกังพิการ ให้สะท้านร้อนสะท้านหนาว และเป็นโรค เช่น กระษัยลม
๑.๑๑ หทะยังพิการ ให้เสียอารมณ์ ให้ใจน้อย มักขึ้งโกรธ ให้หิวโหย
๑.๑๒ ยกะนังพิการ ให้ตับโต ตับย้อย เป็นฝีที่ตับ ตับช้ำ
๑.๑๓ กิโลมะกังพิการ ให้ อกแห้ง ให้กระหายน้ำ และเป็นโรค เช่น ริดสีดวงแห้ง
๑๗
๑.๑๔ ปิหะกังพิการ ให้ขัดในอก ให้แน่นในอก ให้ท้องพอง ให้อ่อนเพลีย กำลังน้อย เจ็บสะเอว ปัสสาวะเหลือง
๑.๑๕ ปัปผาสังพิการ ให้กระหายน้ำ ให้ร้อนในอก ให้หอบหนัก เรียกว่า กาฬขึ้นที่ปอด
๑.๑๖ อันตังพิการ ให้ลงท้องเป็นกำลัง ให้แน่นในท้อง ให้ลำไส้ตีบ
๑.๑๗ อันตะคุณังพิการ ให้เรอ ให้หาว ให้อุจจาระเป็นโลหิต ให้มืดหน้าตามัว ให้เมื่อยบั้นเอว
๑.๑๘ อุทริยังพิการ ให้ลงท้อง ให้จุกเสียด ให้พะอืดพะอม ให้สะอึก
๑.๑๙ กะรีสังพิการ ให้อุจจาระไม่ปกติ ธาตุเสียมักจะเนื่องมาแต่ตานขโมยและเป็นโรค เช่นริดสีดวง
๑.๒๐ มัตถะเก มัตถะลุงคังพิการ ให้หูตึง ให้มัวตา ให้ลิ้นกระด้าง ให้คางแข็ง
๒. สมุฏฐานอาโปธาตุพิการ
๒.๑ พัทธะปิตตะพิการ ให้มีอาการคลุ้มคลั่งเป็นบ้า
๒.๒ อพัทธะปิตตะพิการ ทำให้ปวดศีรษะ ตัวร้อน สะท้านร้อนสะท้านหนาว ตาเหลืองปัสสาวะเหลือง จับไข้
๒.๓ ศอเสมหะพิการ ให้ไอเจ็บคอ คอแห้ง เป็นหืด
๒.๔ อุระเสมหะพิการ ให้ผอมเหลืองเป็นดาน เป็นเถาให้แสบในคอ อกแห้ง
๒.๕ คูถเสมหะพิการ ให้ตกอุจจาระเป็นเสมหะ และโลหิต เช่น มูกเลือด
๒.๖ ปุพโพพิการ ทำให้ไอเบื่ออาหาร ให้รูปร่างซูบผอม
๒.๗ โลหิตตังพิการ ให้ตัวร้อนเป็นไข้ ให้คลั่งเพ้อ ให้ปัสสาวะแดง ให้เป็นเม็ดตามผิวหนังเช่น เป็นประดงต่าง ๆ เป็นปานดำ ปานแดง และกาฬโรค เป็นต้น
๒.๘ เสโทพิการ ให้สวิงสวาย ให้ตัวเย็น ให้อ่อนอกอ่อนใจ
๒.๙ เมโทพิการ ให้ผุดเป็นแผ่นตามผิวหนัง และเป็นวงเป็นดวง ให้ปวดแสบปวดร้อนผิวหนังเป็นน้ำเหลืองไหล
๒.๑๐ อัสสุพิการ ให้ตาเป็นฝ้า น้ำตาไหล ตาแฉะ ตาเป็นต้อ
๒.๑๑ วสาพิการ ให้ผิวเหลือง ให้ตาเหลือง ให้ลงท้อง
๒.๑๒ เขโฬพิการ ให้เจ็บคอเป็นเม็ดในคอและโคนลิ้น
๒.๑๓ สิงฆานิกาพิการ ให้ปวดในสมอง ให้ตามัว ให้น้ำมูกตก
๒.๑๔ ละสิกาพิการ ให้เจ็บตามข้อ และแท่งกระดูกทั่วตัว
๒.๑๕ มุตตังพิการ ให้ปัสสาวะสีขาว สีเหลือง สีดำ สีแดง
๓. สมุฏฐานวาโยธาตุพิการ
๓.๑ อุทธังคมาวาตพิการ ให้มือเท้าขวักไขว่ ร้อนในท้อง ทุรนทุราย หาวเรอ เสมหะเฟ้อ
๓.๒ อโธคมาวาตพิการ ให้ยกมือและเท้าไม่ไหว ให้เมื่อยขบไปทุกข้อ
๓.๓ กุจฉิสยาวาตพิการ ให้ท้องลั่น ให้ดวงจิตสวิงสวาย ให้เมื่อยขบไปทุกข้อ
๑๘
๓.๔ โกฏฐาสยาวาตพิการ ให้ขัดในอก ให้จุกเสียด ให้อาเจียน ให้คลื่นเหียน ให้เหม็นข้าว
๓.๕ อังคมังคานุสารีวาตพิการ ให้นัยน์ตาพร่า ให้วิงเวียน ให้เจ็บสองหน้าขา ให้เจ็บตามกระดูกสันหลัง อาเจียนแต่ลมเปล่า กินอาหารไม่ได้ สะบัดร้อนสะบัดหนาว
๓.๖ อัสสาสะปัสสาสะวาตพิการ ให้หายใจสั้นเข้าจนไม่ออกไม่เข้า
๔. สมุฏฐานเตโชธาตุพิการ
๔.๑ สันตัปปัคคีพิการ ทำให้กายเย็นชืด
๔.๒ ปริณามัคคีพิการ ให้ขัดข้อมือข้อเท้า เป็นมองคร่อ คือ ปอดเป็นหวัด ให้ไอ ให้ปวดฝ่ามือฝ่าเท้า ให้ท้องแข็ง ให้ผะอืดผะอม
๔.๓ ชิรณัคคีพิการ ทำให้กายไม่รู้สึกสัมผัส ชิวหาไม่รู้รส หูตึง หน้าผากตึง อาการเหล่านี้เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้
๔.๔ ปริทัยหัคคีพิการ ทำให้ร้อนภายในภายนอก เย็นมือ เย็นเท้า เหงื่อออก
จากที่กล่าวแล้วว่า สมุฏฐานทั้ง ๔ เป็นที่ตั้งที่เกิดของโรคแล้วนั้น ในหัวข้อต่อไปจะกล่าวถึงกิริยาอาการความประพฤติของมนุษย์ที่จะทำให้เกิดโรคขึ้นคือ มนุษย์เราจะต้องประพฤติในธาตุซึ่งมีอยู่ในร่างกายของตนให้สม่ำเสมอ ไม่ควรจะฝ่าฝืนร่างกายให้มากกว่าปกติไป ความที่ฝ่าฝืนร่างกายนั้นคือ
๑. อาหาร ไม่ระวังในการบริโภค ในการบริโภคมากเกินกว่าปกติ โดยไม่รู้ประมาณในอาหาร หรือตนเคยบริโภคเพียงไร แต่บริโภคน้อยกว่าที่เคย หรืออาหารนั้นเป็นของบูดของเสีย และที่ควรจะทำให้สุกเสียก่อน แต่ไม่ทำให้สุก หรือของที่มีรสแปลกกว่าที่ตนเคยบริโภค ก็บริโภคจนเหลือเกินไม่ใช่ชิมดูแต่พอรู้รสและบริโภคอาหารไม่ตรงกับเวลาที่เคย เช่น ตอนเช้าเคยบริโภคอาหาร ไม่ได้บริโภค ปล่อยให้ล่วงเลยไปจนเวลาบ่าย การที่บริโภคอาหารโดยอาการต่างๆนี้ ย่อมทำให้ปกติธาตุในภายแปรได้ โรคที่มีขึ้นในกายจัดได้ชื่อว่า โรคเกิดเพราะอาหาร
๒. อิริยาบถ มนุษย์ทั้งหลายควรใช้อิริยาบถให้ผลัดเปลี่ยนกันตามปกติ ๔ อย่าง คือ นั่ง นอน ยืน เดิน ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งมากไป ไม่ใช้ร่างกายเส้นเอ็นให้ผลัดเปลี่ยนไปบ้าง เส้นเอ็นก็จะแปรไปจากปกติ ทำให้เกิดโรคได้ นี่จัดได้ชื่อว่า โรคเกิดเพราะอิริยาบถ
๓. ความร้อนและเย็น บุคคลที่เคยอยู่ในที่ร้อน ไปถูกความเย็นมากไปก็ดี หรือเคยอยู่ในที่เย็นไปถูกความร้อนมากไปก็ดี เช่น เคยอยู่ในร่มต้องออกไปกลางแจ้ง เวลาแดดร้อนจัดไม่มีอะไรกำบัง หรือไม่มีพอที่จะกำ บังได้ก็ดี เคยอยู่ในที่เปิดเผยต้องไปอยู่ในที่อับอบอ้าวร้อนมากไปก็ดี หรือผู้ที่ต้องไปถูกฝนถูก น้ำค้างและลงไปแช่อยู่ในน้ำนานๆก็ดี เหตุเหล่านี้ย่อมทำให้เกิดโรคได้ นี่จัดได้ชื่อว่า โรคเกิดเพราะความร้อนและเย็น
๔. อดนอน อดข้าว อดน้ำ เมื่อถึงเวลานอนไม่นอน ต้องทรมานอยู่จนเกินกว่าเวลาอันสมควรหรือถึงเวลากินข้าวแต่ไม่ได้กินโดยที่มีเหตุจำเป็นต้องอด อยากกินน้ำไม่ได้กินต้องอด ต้องทนไปย่อมเป็นเหตุทำให้เกิดโรคได้ นี่จัดได้ชื่อว่า โรคเกิดเพราะอดนอน อดข้าว อดน้ำ
๑๙
๕. กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะ ตามธรรมดา อุจจาระปัสสาวะเมื่อถึงคราวจะตกแต่กลั้นไว้ไม่ให้ตกปล่อยให้ล่วงเลยเวลาไปมากกว่าสมควร ก็แปรปรวนไปจากความเป็นปกติ ย่อมทำให้ธาตุในกายแปรปรวนไปด้วย เป็นหนทางทำให้เกิดโรคได้ นี่จัดได้ชื่อว่าโรคเกิดเพราะกลั้นอุจจาระปัสสาวะ
๖. ทำการเกินกำลังกาย คือ ทำการยกแบกหามหิ้วฉุดลากของที่หนักเกินกว่ากำลังแรงของตนจะทำได้ก็ดี หรือวิ่งกระโดดด้วยออกกำลังแรงมากเกินไปก็ดี ย่อมทำให้อวัยวะน้อยใหญ่ไหวเคลื่อนผิดปกติ หรือต้องคิดต้องทำงานต่างๆ โดยที่ต้องเหน็ดเหนื่อยเพราะต้องใช้ความคิด และกำลังกายมากเกินกว่าปกติก็ดี เหล่านี้ชื่อว่าทำการเกินกำลังกาย ย่อมทำให้เกิดโรคได้ นี่จัดได้ชื่อว่า โรคเกิดเพราะทำการเกินกำลัง
๗. ความเศร้าโศกเสียใจ บุคคลที่มีความทุกข์ร้อนมาถึงตัวก็เศร้าโศกเสียใจ จนถึงแก่ลืมความสุข สำราญที่เคยมีเคยเป็นมาแต่ก่อนเสีย ที่สุดอาหารที่บริโภคเคยมีรสก็เสื่อมถอยหรือละเลยเสียก็มี เมื่อเป็นเช่นนี้น้ำเลี้ยงหัวใจที่ผ่องใสก็ขุ่นมัวเหือดแห้งไป ก็ย่อมจะให้เกิดมีโรคขึ้นในกายได้ นี่ชื่อว่าโรคเกิดเพราะความเศร้าโศกเสียใจ
๘. โทสะ บุคคลที่มีโทสะอยู่เสมอ ไม่มีสติที่จะยึดหน่วงไว้ได้ย่อมทำกิริยาฝ่าฝืนร่างกาย ละทิ้งความบริหารร่างกายของตนเสียจนถึงทอดทิ้งร่างกาย หรือทุบตีตัวเอง เช่นนี้ก็ทำให้เกิดโรคได้ นี่ชื่อว่าโรคเกิดเพราะโทสะ
๒. รู้ จักชื่อของโรค
หมอจะต้องรู้จักชื่อของโรคว่า คนไข้ที่มีอาการป่วยเช่นนั้น หมอทั้งหลายได้สมมุติชื่อไว้ว่า โรคนี้ๆมีโรคหวัด โรคไอ โรคไข้ โรคลม เป็นต้น และชื่อของโรคต่างๆ อีกเอนกประการที่มีแจ้งอยู่ในคัมภีร์แพทยศาสตร์ทั้งปวง ที่ท่านได้กำหนดบัญญัติตั้งแต่งชื่อของโรคไว้แล้ว
ในความเป็นจริง ชื่อของโรคนี้ก็คือ หมอผู้รักษาพยาบาลโรคนั้นเองให้ชื่อไว้ เพื่อจะให้เป็นที่กำหนดรู้กันได้ว่า อาการอย่างนั้นๆ เป็นชื่อโรคนี้ๆ เป็นชื่อโรคนั้นๆ ชื่อของโรคทั้งปวงจะมีชื่อได้ก็ด้วยสมมุตินั้นเอง
แต่ในคัมภีร์โรคนิทานนั้น ท่านมิได้กล่าวชื่อโรคเลยว่าชื่ออะไร ท่านกล่าวแต่ชื่อของธาตุว่า ธาต ุนั้นชื่อนั้นพิการ หรือแตกไปแต่ละอย่างแต่ละสิ่ง จึงมีอาการและประเภทต่างๆ ให้มนุษย์ได้ความป่วยเจ็บเพราะฉะนั้นความป่วยเจ็บนี้ใช่อื่นไกล คือ ธาตุทั้ง ๔ ซึ่งได้จำแนกออกเป็น ธาตุดิน ๒๐ ธาตุน้ำ ๑๒ ธาตุ ลม ๖ ธาตุไฟ ๔ รวมเป็น ๔๒ อย่าง ซึ่งได้จำแนกไว้ในธาตุสมุฏฐานแล้วนั้นเอง เมื่อพิการหรือแตกไป จึงทำให้มนุษย์มีความป่วยด้วยเหตุนี้
ถ้าจะเรียกชื่อของโรคให้ตรงกับความที่เป็นจริงแล้ว ก็ต้องเรียกชื่อของธาตุ ๔๒ อย่าง นั้นมาเป็นชื่อของโรคว่า เป็นโรคเกศาพิการ โรคทันตาพิการ โรคเสมหะพิการ โรคโลหิตพิการ ดังนี้เพราะคำที่ว่า โรคนั้นก็คือ ธาตุพิการ ถ้าจะเรียกชื่อของโรคให้รวบรัดแล้ว ก็คงมีชื่ออยู่เพียง ๕ ชื่อ ตามฐานที่ตั้งของโรคในเบญจอินทรีย์นี้ คือ จักขุโรโค โสตโรโค ฆานโรโค ชิวหาโรโค กายโรโค
๒๐
๒.๑ จักขุโรโค คือ โรคซึ่งเป็นขึ้นที่ตา สามัญชนสมมุติชื่อว่าเป็นตาแดง ตาแฉะ เป็นตาริคสีดวง เป็นต้น
๒.๒ โสตโรโค คือ โรคซึ่งเป็นขึ้นที่หู สามัญชนสมมุติชื่อว่า เป็นหูหนวก เป็นหูตึง เป็นผีในหู เป็นต้น
๒.๓ ฆานโรโค คือ โรคซึ่งเป็นขึ้นที่จมูก สามัญชนสมมุติชื่อว่า เป็นริดสีดวงจมูก เป็นตัน
๒.๔ ชิวหาโรโค คือ โรคซึ่งเป็นขึ้นที่ลิ้น สามัญชนสมมุติชื่อว่าเป็นลิ้นแตก เป็นลิ้นเปื่อย เป็นตัน
๒.๕ กายโรโค คือ โรคซึ่งเป็นขึ้นที่ตัว แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ
๒.๕.๑ พหิทธโรโค เป็นโรคที่เกิดขึ้นภายนอกกาย สามัญชนสมมุติชื่อว่าเป็นเกลื้อนเป็นกลาก เป็นมะเร็ง เป็นคุดทะราด เป็นเรื้อน เป็นกุฎฐัง หรือเป็นแผลต่างๆ ที่ปรากฏออกมาภายนอกกาย
๒.๕.๒ อันตโรโค คือ โรคเป็นขึ้นภายในกาย สามัญชนสมมุติชื่อว่าเป็นไข้ เป็นลมเป็นดาน เป็นเถา เป็นจุกเสียด เป็นแน่นเฟ้อ เป็นบิด เป็นป่วง ผีในท้อง รวมที่ตั้งของโรค ๕ ฐานดังนี้เพราะโรคทั้งปวงตั้งขึ้นได้ก็ต้องอาศัยในเบญจอินทรีย์ทั้ง ๕ เป็นที่ตั้งขึ้นได้ จึงมีนามสมมุติเมื่อภายหลังหมอจึงเรียกชื่อของโรคนั้นตามความที่สมมุติกันมา จึงได้จัดว่านามโรค คือ ชื่อของความไข้เจ็บทั้งปวง
เพราะเป็นชื่อสมมุติ ชื่อของโรคทั้งปวงนั้น จะถือเอาชื่อที่เรียกกันคำเดียวเป็นแน่นักไม่ได้ จะเรียกชื่อต่างๆ กันบ้างแล้วแต่หมู่บ้านและประเทศ เช่น โรคมีอาการเช่นเดียวกัน แต่ชาวเหนือเรียกชื่ออย่างหนึ่งชาวใต้เรียกชื่ออย่างหนึ่ง ในคัมภีร์เรียกชื่ออย่างหนึ่ง แต่เป็นโรคอย่างเดียวกันนั่นเอง ข้อนี้ไม่ต้องคิดแก้ไขอะไรเรื่องชื่อโรค เป็นหน้าที่ของหมอที่จะสำเหนียก เรียกอนุโลมตามสมมุติไต้ในเวลาที่รักษาไข้ในหมู่ชนนั้นๆ
อนึ่ง ขอแนะนำให้ผู้ที่จะศึกษาวิชาหมอ ให้พึงกำหนดรู้ลักษณะและอาการต่างๆ ในประเภทไข้พิษ ไข้เหนือ ไข้กาฬทั้งป วง ที่เรียกกันมาแต่โบราณว่า ไข้ตักศิลา บัดนี้เรียก กาฬโรค ให้หมอพึงพิจารณาดูและกำหนดไว้ให้แม่นยำ เพราะไข้เหนือ ไข้พิษ ไข้กาฬ เหล่านี้เป็นไข้อันสำคัญ
๓. รู้จักยารักษาโรค
หมอจะต้องรู้สรรพสิ่งต่างๆ ซึ่งจะได้เอามาปรุงเป็นยาแก้ไขโรค การที่จะรู้จักยานั้น ต้องรู้จัก ๔ ประการคือ รู้จักตัวยา รู้จักสรรพคุณยา รู้จักเครื่องยาที่มีชื่อต่างกันรวมเรียกเป็นชื่อเดียว (พิกัดยา) รู้จักการปรุงยา ที่ประสมใช้ตามวิธีต่างๆ
๓.๑ รู้จักตัวยา ด้วยลักษณะ ๕ ประการ คือ รู้จักรูป รู้จักสี รู้จักกลิ่น รู้จักรส และสรรพคุณ และรู้จักชื่อ ใ นเภสัชวัตถุ ๓ จำพวก คือ พืชวัตถุ (พรรณไม้ พรรณหญ้า เครือเถา) สัตว์วัตถุ (เครื่องอวัยวะของสัตว์) ธาตุวัตถุ (แร่ธาตุต่างๆ)
๓.๑.๑ พรรณไม้ให้รู้จักว่า ไม้อย่างนี้ ดอก เกสร ผล เมล็ด กระพี้ ยาง แก่น ราก มีรูปอย่างนั้น มีกลิ่นอย่างนั้น มีสีอย่างนั้น มีรสอย่างนั้น ชื่อว่าอย่างนั้นพรรณหญ้าและเครือเถาก็ให้รู้อย่างเดียวกัน
๒๑
๓.๑.๒ ส่วนเครื่องอวัยวะของสัตว์ก็ให้รู้ว่าเป็น ขน หนัง เขา นอ งา เขี้ยว ฟัน กราม กีบ กระดูก ดี มีลักษณะ รูป สี กลิ่น รส ชื่อ อย่างนั้นๆ เป็นกระดูกสัตว์อย่างนี้ๆ เป็นเขาสัตว์อย่างนั้นๆ เป็นตัน
๓.๑.๓ ส่วนแร่ธาตุต่างๆ ก็ให้รู้จักลักษณะ รูป สี กลิ่น รส และชื่อ เช่น การบูร ดินประสิว กำมะถัน จุนสี เหล่านี้ต่างก็มี รูป รส กลิ่น เป็นอย่างหนึ่งๆ
การที่จะรู้จักตัวยาว่า สิ่งอันใดมี ชื่อ รูป สี กลิ่น รส อย่างไรนั้น ต้องรู้จักด้วยการดูของจริงที่มีอยู่เป็นตัวอย่างในโรงเรียนก็ดี ต้นไม้ซึ่งมีอยู่ในส่วนยาหรือที่อื่นๆ ซึ่งเป็นของสดก็ดี จะต้องเรียนให้รู้ของจริงทั้งแห้งทั้งสด และจดจำไว้ให้มีความรู้ความชำนาญ เป็นต้นว่า พรรณไม้อย่างหนึ่งในประเทศนี้เรียกชื่อว่าอย่างนี้ ครั้นพบในประเทศอื่นเรียกชื่ออีกอย่างหนึ่ง เช่นนี้เป็นหนทางที่ผู้ศึกษาจะต้องคันคว้าหาความรู้ความชำนาญให้ตนเอง จึงจะมีความรู้ยิ่งขึ้นไป
๓.๒ รู้จ ักสรรพคุณยา ท่านกล่าวเอารสยา ๓ รส ขึ้นตั้งเป็นประธาน (ยารสประธาน) ยังมีทางจำแนกตามรสเป็น ๙ รส และจัดตามธาตุทั้ง ๔ ที่เกิดธาตุพิการขึ้น ดังนี้
๓.๒.๑ รสประธาน ๓ รส
๑) ยารสเย็น ได้แก่ ยาที่เข้าใบไม้ (ที่ไม่ร้อน) เกสรดอกไม้ สัตตเขา เนาวเขี้ยว และของที่เผาเป็นถ่านแล้วปรุงเป็นยา เช่น ยามหานิล ยามหากาฬ สำหรับแก้ในทางเตโชธาตุ เป็นต้น
๒) ยารสร้อน ได้แก่ ยาที่เข้าเบญจกูล ตรีกฏุก หัสคุณ ชิง ช่า ปรุงเป็นยา เช่นยาเหลืองทั้งปวง สำหรับแก้ทางวาโยธาตุ เป็นตัน
๓) ยารสสุขุม ได้แก่ ยาที ่เข้าโกฐเทียน กฤษณา กระลำพัก ชะลูด อบเชย ขอนดอก แก่นจันทน์เทศ เป็นต้น ปรุงเป็นยา เช่น ยาหอมทั้งปวง สำหรับแก้ทางโลหิต เป็นตัน
๓.๒.๒ รสยา ๙ รส
๑) รสฝาด สำหรับสมาน
๒) รสหวาน สำหรับซึมซาบไปตามเนื้อ
๓) รสเมาเบื่อ แก้พิษ
๔) รสขม แก้ทางโลหิต และดี
๕) รสเผ็ดร้อน แก้ลม
๖) รสมัน แก้เส้นเอ็น
๗) รสหอมเย็น ทำให้ชื่นใจ
๘) รสเค็ม ซาบไปตามผิวหนัง
๙) รสเปรี้ยว แก้เสมหะ
ตามตำราเป็น ๙ รส ฉะนี้ แต่ควรเติมรสจืด อีกรสหนึ่งสำหรับแก้ทางเตโชด้วย
๓.๒.๓ ธาตุทั้ง ๔ พิการ คือว่าธาตุใดพิการ ใช้ยารสใด แก้ถูกโรค ดังนี้ คือ
๑) โรคที่เกิดเพื่อปถวีพิการ ชอบยา รสฝาด รสเค็ม รสหวาน รสมัน
๒) โรคที่เกิดเพื่ออาโปพิการ ชอบยา รสขม รสเปรี้ยว รสเมาเบื่อ
๒๒
๓) โรคที่เกิดเพื่อเตโชกำเริบ ชอบยา รสจืด รสเย็น
๔) โรคที่เกิดเพื่อวาโยพิการ ชอบยา รสสุขุม รสเผ็ดร้อน
การที่จะสอนสรรพคุณยาทั้งปวงเหล่านี้ ให้พิสดารละเอียดไปนั้นเป็นการยาก จึงนำมากล่าวไว้พอเป็นที่สังเกต ผู้ศึกษาจะต้องเรียนจากคัมภีร์ใหญ่ เช่น คัมภีร์สรรพคุณ เป็นต้น จึงจะได้ความรู้ กว้างขวางต่อไป
๓.๓ รู้จักเครื่องยาที่มีชื่อต่างกันรวมเรียกเป็นชื่อเดียว ยาเหล่านี้ท่านจัดไว้เป็นหมวดๆ ตามพิกัดจะนำมากล่าวไว้พอเป็นตัวอย่างดังนี้
๓.๓.๑ หมวดของ ๒ สิ่ง
๑) ทเวคันธา คือ รากบุนนาค รากมะทราง
๒) ทเวตรีคันธา ของ ๒ สิ่งๆ ละ ๓ ดอกบุนนาค แก่นบุนนาค รากบุนนาค ดอกมะทราง แก่นมะทราง รากมะทราง
๓.๓.๒ หมวดของ ๓ สิ่ง
๑) ตรีสุคนธ์ คือ รากอบเชยเทศ รากอบเชยไทย รากพิมเสนต้น
๒) ตรีผลา คือ ผลสมอไทย ผลสมอพิเภก ผลมะขามป้อม
๓) ตรีกฎุก คือ เมล็ดพริกไทย ดอกดีปลี เหง้าชิงแห้ง
๔) ตรีสาร คือ รากช้าพลู รากเจตมูลเพลิง เถาสะค้าน
๕) ตรีธารทิพย์ คือ รากไทรย้อย รากราชพฤกษ์ รากมะชามเทศ
๖) ตรีสุรผล คือ เปลือกสมุลแว้ง เนื้อไม้ (กฤษณา) แก่นเทพทาโร
๗) ตรีผลธาตุ คือ รากกะทือ รากไพล รากตะไคร้หอม
๘) ตรีสันนิบาตผล คือ ดีปลี รากกะเพรา รากพริกไทย
๙) ตรีคันธวาต คือ ผลเร่วใหญ่ ผลจันทน์ ดอกกานพลู
๑๐) ตรีกาฬพิษ คือ รากกระชาย รากข่า รากกะเพรา
๑๑) ตรีทิพยรส คือ โกฐกระดูก กระลำพัก ชอนดอก
๑๒) ตรีญาณรส คือ ไส้หมาก รากสะเดา เถาบอระเพ็ด
๑๓) ตรีเพชรสมคุณ คือ ว่านหางจระเข้ ฝักราชพฤกษ์ รงทอง
๑๔) ตรีฉินทะลามะกา คือ โกฐน้ำเต้า สมออัพพยา รงทอง
๑๕) ตรีเกสรมาศ คือ เปลือกฝิ่นต้น เกสรบัวหลวง ผลมะตูมอ่อน
๑๖) ตรีอมฤต คือ รากมะกอก รากกล้วยตีบ รากกระดอม
๑๗) ตรีสัตถะกุลา คือ เทียนดำ ผลผักชีลา เหง้าขิงสด
๑๘) ตรีทุราวะสา คือ เมล็ดโหระพาเทศ ผลกระวาน ผลราชดัด
๑๙) ตรีเสมหะผล คือ ผลช้าพลู รากดีปลี รากมะกล่ำเครือ
๒๓
๒๐) ตรีปีตตะผล คือ เจตมูลเพลิง รากกะเพรา ผักแพวแดง
๒๑) ตรีวาตะผล คือ ผลสะค้าน รากข่า รากพริกไทย
หมายเหตุ พวกยาตรีพิกัด คือ พิกัดยาหมวดของ ๓ สิ่งนี้ผู้พิมพ์ตรวจพบว่า ในหนังสือเวชศึกษา กับในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน มีตัวยาต่างกันอยู่ ๒ พิกัด คือ พิกัดตรีทิพยรส กับ ตรีสุคนธ์ จึงได้คัดเอาพวกตรีพิกัด จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานมาพิมพ์ไว้ให้ท่านผู้รู้ และนักศึกษาพิจารณาดังต่อไปนี้ คือ
๑. ตรีกฎุก ของเผ็ดร้อนสามชนิด คือ พริกไทย ดีปลี ชิงแห้ง
๒. ตรีกาฬพิษ พิษกาฬสามอย่าง คือ กระชาย รากข่า รากกะเพรา
๓. ตรีเกสรมาศ เกสรทองสามอย่าง คือ ผลมะตูมอ่อน เปลือกฝิ่น ต้นเกสรบัวหลวง
๔. ตรีคันธะวาต กลิ่นแก้ลมสามอย่าง คือ ผลเร่วใหญ่ ผลจันทน์เทศ กานพลู
๕. ตรีฉินทะลามะกา ของแก้ลามกสามอย่าง คือ โกฐน้ำเต้า สมอไทย รงทอง
๖. ตรีชาติ วัตถุสาม คือ ดอกจันทน์ กระวาน อบเชย
๗. ตรีญาณรส รสสำหรับรู้สามอย่าง คือ ไส้หมาก รากสะเดา เถาบอระเพ็ด
๘. ตรีทิพยรส รสทิพย์สามอย่าง คือ โกฐกระดูก เนื้อไม้ อบเชยไทย
๙. ตรีทุราวะสา ของแก้มันเหลวเสียสามอย่าง คือ เมล็ดโหระพา ผลกระวาน ผลราชดัด
๑๐. ตรีทเวตรีคันธา กลิ่นสามสองสาม (ศัพท์คัมภีร์แพทย์) คือ แก่น ดอก ราก แห่งมะซาง และบุนนาค (บางแห่งเขียน ทเวติคันธา ทเวตรีคันธา ก็มี)
๑๑. ตรีธารทิพย์ ของทิพย์ที่ทนสามอย่าง คือ รากไทรย้อย รากราชพฤกษ์ รากมะขามเทศ
๑๒. ตรีปิตตะผล ผลแก้ดีสามอย่าง คือ เจตมูลเพลิง ผักแพวแดง รากกะเพรา
๑๓. ตรีผลธาตุ ผลแก้ธาตุส่ามอย่าง คือ กะทือ ไพล รากตะไคร้
๑๔. ตรีผลสมุฏฐาน ที่เกิดแห่งผลสามอย่าง คือ ผลมะตูม ผลยอ ผลผักชีลา
๑๕. ตรีผลา ชื่อผลไม้สามอย่างประกอบขึ้นใช้ในตำรายา คือ สมอไทย สมอพิเภก มะขามป้อม
๑๖. ตรีพิษจักร จักรพิษสามอย่าง คือ กานพลู ผักซีล้อม ผลจันทน์เทศ
๑๗. ตรีเพชรสมคุณ คุณสมอด้วยเพชรสามอย่าง คือ ว่านหางจระเข้ ฝักราชพฤกษ์ รงทอง
๑๘. ตรีมธุรส ของมีรสดีสามอย่าง คือ น้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำมันเนย
๑๙. ตรีวาตผล ผลแก้ลมสามอย่าง คือ ผลสะค้าน รากพริกไทย ข่า
๒๐. ตรีสมอ สมอสามอย่าง คือ สมอไทย สมอพิเภก สมอเทศ
๒๔
๒๑. ตรีสัตถะกุลา ตระกูลอันสามารถสามอย่าง คือ เทียนดำ ผักชีลา ขิงสด
๒๒. ตรีสันนิปาตะผล ผลแก้สันนิบาตสามอย่าง คือ ผลดีปลี รากกะเพรา รากพริกไทย
๒๓. ตรีสาร แก่นสามอย่าง คือ แสมสา ร แสมทะเล ขี้เหล็ก หรืออีกอย่างหนึ่ง แปลว่ารสสามอย่าง เป็นคำแพทย์ใช้ในตำรายา คือ เจตมูลเพลิง สะค้าน ช้าพลู
๒๔. ตรีสินธุรส รสน้ำสามอย่าง คือ รากมะตูม เทียนขาว น้ำตาลกรวด
๒๕. ตรีสุคนธ์ กลิ่นหอมสามอย่าง คือ ใบกระวาน อบเชยเทศ รากพิมเสน
๒๖. ตรีสุรผล ยามีรสกล้าสามอย่าง คือ สมุลแว้ง เนื้อไม้ เทพทาโร
๒๗. ตรีเสมหะผล ผลแก้เสมหะสามอย่าง คือ ผลช้าพลู รากดีปลี รากมะกล่ำ
๒๘. ตรีอมฤต ของไม่ตายสามอย่าง คือ รากกล้วยตีบ รากกระดอม มะกอก
๒๙. ตรีอากาศผล ผลแก้อากาศธาตุสามอย่าง คือ ชิง กระลำพัก อบเชยเทศ ที่คัด จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานมีเพียงเท่านี้
๓.๓.๓ หมวดของ ๔ สิ่ง
๑) จตุกาลธาตุ คือ ว่านน้ำ รากเจตมูลเพลิง รากแคแตร รากนมสวรรค์
๒) จตุทิพคันธา คือ รากชะเอมเทศ รากมะกล่ำเครือ ดอกพิกุล เหง้าชิงแครง
๓) จตุผลาธิกะ คือ ผลสมอไทย ผลสมอพิเภก ผลมะขามป้อม ผลสมอเทศ
๔) จตุวาตะผล คือ รากชิง กระ ลำพัก เปลือกอบเชยเทศ โกฐหัวบัว
๓.๓.๔ หมวดของ ๕ สิ่ง
๑) เบญจกูล คือ รากช้าพลู เถาสะค้าน ดอกดีปลี เหง้าชิง รากเจตมูลเพลิงแดง
๒) เบญจผลธาตุ คือ หัวกกลังกา หัวแห้วหมู หัวหญ้าชันกาด หัวเปราะ หัวเต่าเกียด
๓) เบญจมูลน้อย คือหญ้าเกล็ดหอยทั้งสอง รากละหุ่งแดง รากมะเขือชื่น รากมะอึก
๔) เบญจมูลใหญ่ คือ รากมะตูม รากลำไย รากเพกา รากแคแตร รากคัดลิ้น
๕) ทศมูลใหญ่ คือ เอาเบญจมูลน้อย เบญจมูลใหญ่ รวมกันเข้า
๖) เบญจโลกวิเชียร คือ รากมะเดื่ออุทุมพร รากคนทา รากท้าวยายม่อม รากย่านาง รากชิงชี่
๗) เบญโลธิกะ คือ แก่นจันทน์แดง แก่นจันทน์ขาว แก่นจันทน์ชะมด ตันเนระพูสี ต้นมหาสดำ
๒๕
๓.๓.๕ หมวดของ ๗ สิ่ง
๑) สัตตะเขา คือ เขาควาย เขาเลียงผา เขากวาง เขาวัว เขากระทิง เขาแพะ เขาแกะ
๒) สัตตปรเมหะ คือ ต้นกันปิด ตำแยทั้ง ๒ ผลกระวาน โกฐกระดูก ผลรักเทศ ตรียลาวะสัง
๓.๓.๖ หมวดของ ๙ สิ่ง
เนาวเขี้ยว คือ ๑) เขี้ยวสุกร ๒) เขี้ยวหมี ๓) เขี้ยวเสือ ๔) เขี้ยวแรด ๕) เขี้ยวช้าง(งา) ๖) เขี้ยวสุนัขป่า ๗) เขี้ยวปลาพะยูน ๘) เขี้ยวจระเข้ ๙) เขี้ยวเลียงผา
๓.๓.๗ หมวดของ ๑๐ สิ่ง
ทศกุลาผล คือ ๑) ผลเร่วทั้ง ๒ (คือเร่วน้อยเร่วใหญ่) ๒) ผลผักชี ทั้ง ๒ (ผักชีลาผักซีล้อม) ๓) ชะเอมเทศทั้ง ๒ (ชะเอมเทศ ชะเอมไทย) ๔) อำพันทั้ง ๒ (อำพันทอง อำพันขี้ปลา) ๕) อบเชยทั้งสอง (อบเชยเทศ อบเชยไทย)
การเรียกชื่อตามพิกัด
นอกจากการจัดหมวดตามพิกัดที่กล่าวไว้ในข้อ ๓.๓.๑ – ๓.๓.๗ ข้างต้นแล้ว ยังมีการเรียกชื่อยาตามพิกัด ดังนี้
๑. เบญโลหะ คือ รากทองกวาว รากทองหลางหนาม รากทองหลางใบมน รากทองพันชั่ง รากทองโหลง
๒. สัตตะโลหะ ใช้จำนวนตัวยา ๕ อย่างของเบญจโลหะ แล้วเพิ่มอีก ๒ คือ รากฟักทอง รากต้นใบทอง
๓. เนาวโลหะ ใช้จำนวนตัวยา ๗ อย่างของสัตตะโลหะ แล้วเพิ่มอีก ๒ คือ รากต้นทองเครือ รากจำปาทอง
๔. เบญจโกฐ คือ โกฐหัวบัว โกฐสอ โกฐเขมา โกฐเชียง โกฐจุฬาลัมพา
๕. สัตตะโกฐ คือ จำนวนตัวยา ๕ อย่างของเบญจโกฐเพิ่มอีก ๒ คือ โกฐกระดูก โกฐก้านพร้าว
๖. เนาวโกฐ ให้ใช้จำนวนตัวยา ๗ อย่างของสัตตะโกฐแล้วเพิ่มอีก ๒ คือ โกฐพุงปลา โกฐชฎามังสี
๗. โกฐพิเศษ คือ โกฐกะกลิ้ง โกฐกักกรา โกฐน้ำเต้า
๘. เทียนทั้ง ๕ คือ เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนตาตั๊กแตน
๙. เทียนทั้ง ๗ ใช้จำนวนตัวยา ๕ อย่างของเทียนทั้ง ๕ แล้วเพิ่ม อีก ๒ คือ เทียนเยาวพาณี เทียนสัตตบุษย์
๑๐. เทียนทั้ง ๙ ใช้จำนวนตัวยา ๗ อย่างของเทียนทั้ง ๗ แล้วเพิ่มอีก ๒ คือ เทียนตากบ เทียนเกล็ดหอย
๑๑. เทียนพิเศษ คือ เทียนหลอด เทียนขม เทียนแกลบ
๒๖
๑๒. บัวน้ำทั้ง ๕ คือ สัตตบุษย์ สัตตบรรณ ลินจง จงกลนี นิลุบล
๑๓. บัวพิเศษ (เฉพาะ ๖ อย่าง) คือ บัวหลวงทั้ง ๒ (ขาวแดง) สัตตบงกชทั้ง ๒ (ขาว แดง) บัวเผื่อน บัวขม
๑๔. โหราทั้ง ๕ คือ โหราอมฤต โหรามิกสิงคลี โหราเท้าสุนัข โหราบอน โหราเดือยไก่
๑๕. โหราพิเศษ (เฉพาะ ๖ อย่าง) คือ โหราผักกูด โหราข้าวเหนียว โหราเขาเนื้อ โหราเขากระบือ โหราใบกลม โหรามหุรา (โหรามังหุรา)
๑๖. เกลือทั้ง ๕ คือ เกลือสินเธาว์ เกลือพิก เกลือวิก เกลือฝ่อ เกลือสมุทร
๑๗. เกลือพิเศษ (เฉพาะ ๗ อย่าง) คือ เกลือสุญจระ เกลือยาวกาสา เกลือวิทู เกลือด่างคลี เกลือกะตังมูตร เกลือสมุทร เกลือสุวสา
ชื่อเครื่องยาทั้งปวงซึ่งรวมเป็นพวกๆ เช่นนี้ ใช่ว่าต้องใช้ทั้งหมดทุกครั้ง ให้ยึดถือตามตำราซึ่งจะบอกไว้ว่าอะไรที่ไม่ใช้ตามพิกัดก็มี ที่วางพิกัดไว้นี้ประสงค์จะเรียกชื่อให้สั้น ไม่ต้อง จาระในให้เปลืองเวลา ในยามที่จะต้องใช้ของมีชื่อข้างตันสิ่งเดียวรวมกันหลายๆ อย่างเท่านั้น ชื่อและพิกัดเครื่องยานี้ผู้ที่ศึกษาวิชาแพทย์จำเป็นจะต้องเรียนรู้และจำให้ได้ มิฉะนั้นถ้าพบตำราบอกให้ใช้อย่างนั้น อย่างนี้เป็นตันว่า ตรีกฏุก เบญจโลหะก็จะไม่รู้ว่าอะไรบ้าง พิกัดเครื่องยาเหล่านี้มีมากมายนัก ให้ดูในคัมภีร์สรรพคุณและสมุฏฐานวินิจฉัยนั้นต่อไปเถิด
๓.๕ รู้จักการปรุงยาที่ประสมใช้ตามวิธีต่างๆ นั้น หลายวิธี ท่านได้แสดงไว้ดังต่อไปนี้
๓.๔.๑ ยาตำราเป็นผงแล้ว ปั้นเป็นลูกกลอนกลืนกิน
๓.๔.๒ ยาตำเป็นผงแล้ว บดให้ละเอียด ละลายน้ำกิน
๓.๔.๓ ยาสับเป็นท่อนเป็นชิ้น บรรจุลงในหม้อเดิมน้ำ ต้มรินแต่น้ำกิน
๓.๔.๔ ยาดอง แช่ด้วยน้ำท่าหรือสุรา แล้วรินแต่น้ำกิน
๓.๔.๕ ยากัดด้วยเหล้า แอลกอฮอล์ และหยดลงในน้ำเติมน้ำกิน
๓.๔.๖ ยาเผาให้เป็นถ่าน เอาด่างแช่น้ำไว้ แล้วรินแต่น้ำกิน
๓.๔.๗ ยาเผาหรือคั่วไหม้ ตำเป็นผงบดให้ละเอียด ละลายน้ำกระสายต่างๆ กิน
๓.๔.๘ ยากลั่นเอาน้ำเหงื่อ เช่น กลั่นสุรา เอาน้ำเหงื่อกิน
๓.๔.๙ ยาประสมแล้ว ห่อผ้าบรรจุลงในกลักแล้วเอาไว้ใช้ดม
๓.๔.๑๐ ยาปร ะสมแล้ว ตำเป็นผงกวนให้ละเอียด ใส่กล้องเป่าทางนาสิก และในคอ เช่น ยานัตถุ์
๓.๔.๑๑ ยาหุงด้วยน้ำมัน เอาน้ำมันใส่กล้องเป่าบาดแผล
๓.๔.๑๒ ยาประสมแล้ว ติดไฟใช้ควันใส่กล้องเป่าบาดแผล และฐานฝี
๓.๔.๑๓ ยาประสมแล้ว มวนเป็นบุหรี่สูบเอาควัน เช่น บุหรี่
๓.๔.๑๔ ยาประสมแล้ว ต้มเอาน้ำอม และบัวนปาก
๓.๔.๑๕ ยาประสมแล้ว ต้มเอาน้ำอาบ
๓.๔.๑๖ ยาประสมแล้ว ต้มเอาน้ำแช่
๒๗
๓.๔.๑๗ ยาประสมแล้ว ต้มเอาน้ำชะ
๓.๔.๑๘ ยาประสมแล้ว ต้มเอาไอรม
๓.๔.๑๙ ยาประสมแล้ว ใช้เป็นยาสุม
๓.๔.๒๐ ยาประสมแล้ว ทา
๓.๔.๒๑ ยาประสมแล้ว ทำเป็นลูกประคบ
๓.๔.๒๒ ยาประสมแล้ว ใช้เหน็บ
๓.๔.๒๓ ยาประสมแล้ว ต้มเอาน้ำสวน
๓.๔.๒๔ ยาประสมแล้ว ทำเป็นยาพอก
๓.๔.๒๕ ยาประสมแล้ว ทำเป็นขี้ผึ้งปิดแผล เรียกว่ายากวน
๓.๔.๒๖ ยาประสมแล้ว บดเป็นผงอัด เม็ด
๓.๔.๒๗ ยาประสมแล้ว บดเป็นผงบรรจุแคปซูลให้มีคำว่า ยาแผนโบราณ
๓.๔.๒๘ ยาประสมแล้ว บดเป็นผง ปั้นเม็ด แล้วเคลือบน้ำตาล
อนึ่ง ยาต้องมีชื่อเพราะจะได้เป็นที่จดจำ ถ้าไม่มีชื่อไว้ ถึงคราวที่จะต้องการใช้จะสับสนต้องการอย่างหนึ่งจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นในคัมภีร์ท่านจึงได้วางอยาลงไว้เป็นชื่อต่างๆ ยาที่ทำแล้วต้องจดชื่อ และวิธีใช้แก้โรคอะไรให้ชัดเจน ชื่อยาย่อมมีต่างๆ เป็นต้นว่า ยาเขียวพรหมมาศ ยาหอมเนาวโกศ ยาหอมอินทจักร์ เป็นตัน ชื่อไม้ ชื่ออวัยวะแห่งสัตว์ ชื่อแร่ ก็ว่าเป็นยา การนำมาประสมกันนั้น เพื่อจะได้ช่วยกันให้เป็นยามีฤทธิ์พอแก่ที่จะบำบัดโรคได้ จึงต้องประสมกันตามส่วนมากและน้อย ถ้าจะใช้แต่สิ่งเดียวฤทธิ์ยาไม่พอแก่โรคๆ ก็ไม่หาย บางอย่างก็กลายเป็นอาหารไป เช่น มะขามป้อมอย่างเดียวกินเข้าไปต้องเข้าใจว่าเป็นอาหาร เพราะฉะนั้นจึงต้องประสมกันตามที่ได้อธิบายมาแล้วได้ชื่อว่ารู้จักชื่อยาสำหรับแก้โรค
๔. รู้จักว่ายาอย่างใดรักษาโรคใด
ความรู้ในหัวข้อนี้ เป็นความรู้อันสำคัญ ถ้าไม่เรียนรู้ให้ชำนาญแล้วจะเป็นแพทย์ที่ดีไม่ได้เพราะยาที่จะให้คนไข้กินนั้น ทุกสิ่งทุกขนาดท่านได้วางลงเป็นตำราไว้ ล้วนแต่เป็นยาดีที่ได้เคยรักษาไข้หายมาแล้วทั้งนั้นถ้าจะว่าถึงคุณสรรพยาที่แก้โรคหายได้ก็มีคุณเป็นอนันต์ หมอที่รู้จริงรู้แต่ว่าเป็นยาก ็ให้คนไข้กิน ถ้าผิดพลั้งอาจทำให้คนไข้เสียชีวิต ท่านจึงได้กล่าวว่า มีคุณก็อนันต์ มีโทษก็มหันต์ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะอธิบายว่ายาอย่างใดจะควรแก้โรคชนิดใด จะกล่าวถึงการตรวจไข้ เพราะเป็นหลักอันสำคัญของหมอในการที่จะวางยา และเป็นศิลปะอันหนึ่งในวิชาแพทย์ ส่วนที่เมื่อรู้แล้วว่า คนเจ็บเป็นโรคเช่นนั้นจะเยียวยาแก้ไขด้วยวิธีใดให้หายได้ก็เป็นศิลปะอันหนึ่ง และเป็นข้อสำคัญของแพทย์ด้วยตำราอาจเป็นที่พึ่งและช่วยแพทย์ได้มาก แต่การตรวจอาการไข้นั้น ตำราบอกไว้เพียงว่าอาการไข้มีเช่นนั้นๆ ชื่อว่าเป็นโรคนั้นๆ แต่จะตรวจให้รู้ว่าคนไข้ที่มาให้รักษานั้น มีอาการเป็นอย่างนั้นๆ หรืออย่างนี้ๆ เพื่อรวบรวมเอาเป็นทางวินิจฉัยให้เป็นการแน่นอนว่า เขาเป็นอะไรนั้นอยู่แก่ตาแพทย์ อยู่แก่หูแพทย์ที่จะดูแลฟังให้ถึงความจริง และอยู่แก่ใจแพทย์ ที่จะค้นคว้าซอกแซกถามหาเหตุผลประกอบกันให้ได้ถี่ถ้วนก่อนจะวินิจฉัยตกลงว่า คนไข้คนนี้เจ็บเป็นโรคอย่างนี้แน่ และมีสิ่งนั้นๆ เป็นเหตุ
๒๘
ให้เจ็บ ต้องได้ความจริงของการป่วยแล้วจึงจะทำความเห็นในส่วนที่จะแก้ไขด้วยวิธีใด แล้วเอาอะไรเป็นเครื่องอีกชั้นหนึ่ง จะเห็นได้ว่า ถ้าตรวจอาการไข้ไม่ถ้วนถี่ วินิจฉัยผิด ก็เปรียบเหมือนคนเสียจักษุอันเดินไปโดยไม่รู้จักหนทางการที่จะเยียวยารักษาต่อไปข้างหน้าก็จะผิดไปด้วยกันหมด จึงเห็นว่าชั้นตรวจอาการไข้นี้ เป็นข้อสำคัญของหมอโดยแท้จริง หมอจะมีฝีมือดีก็เพราะศิลปะ อันนี้คือความชำนาญที่จะทำนายไข้ถูกมากกว่าผิด การที่จะตรวจไข้นั้นจะบอกวิธีกันได้แต่พอเป็นหลักไว้สำหรับคิด แต่ที่จะมีความเห็นพลิกแพลงซอกแซกถาม และพิเคราะห์ให้ได้ละเอียดถี่ถ้วนนั้นต้องแล้วแต่เรื่องของคนไข้ที่จะโยงไป แล้วแต่ความว่องไวเฉียบแหลม และกลเม็ดวิธีของผู้ตรวจ การวางแบบแผนลงไปในตำรานั้นทำได้ยาก ในหัวข้อต่อไปจะอธิบายวิธีปฏิบัติในหลักการต่างๆ ในเล่มที่ ๒
๔.๑ การซักประวัติ และวิธีตรวจไข้
๔.๑.๑ ประวัติของบุคคล ข้อมูลที่สำคัญซึ่งแพทย์ต้องซักถามคนไข้ทุกราย เช่น
๑) ชื่ออะไร สำหรับเวชระเบียน
๒) อยู่ที่ไหน ภูมิประเทศที่อยู่ของคนไข้นั้นเป็นอย่างไรสำหรับประเทศสมุฏฐาน
๓) เป็นชาติอะไร สำหรับรู้ลัทธิ และความประพฤติ
๔) เกิดที่ไหน สำหรับประเทศสมุฏฐาน
๕) อายุเท่าไร สำหรับอายุสมุฏฐาน
๖) ทำมาหากิน อย่างไร (ควรถามตลอดถึงอาหารการบริโภคของชนในหมู่นั้นด้วย) สำหรับพิเคราะห์เหตุผลประกอบ
๗) มีครอบครัวอย่างไร (ถามถึง พ่อ แม่ ลูก เมีย ผัว) สำหรับพิเคราะห์ถึงเผ่าพันธุ์ และหนทางที่โรคจะเกิดติดเนื่องมา
๘) ความประพฤติอย่างไร (ถามถึงสูบฝิ่น กินเหล้า เป็นต้น และอิริยาบถอื่นๆ) สำหรับพิเคราะห์เหตุผลประกอบ
๙) โรคภัยที่เคยเป็นมาแต่ก่อน มีอาการอย่างไร
๔.๑.๒ ประวัติของโรค
๑) ล้มเจ็บแต่เมื่อไร (ถามวันและเวลาที่แรกป่วย) สำหรับกาลสมุฏฐาน อุตุสมุฏฐาน และ อายุของโรค
๒) มีเหตุอย่างไรจึงเจ็บ (ถามอาการก่อนป่วย) สำหรับพิเคราะห์เหตุผลประกอบ
๓) แรกเจ็บมีอาการอย่างไร
๔) แล้วมีอาการเป็นลำดับมาอย่างไร
๕) ได้รักษาพยาบาลเป็นลำดับมาอย่างไร
๖) แล้วมีอาการแปรผันมาอย่างไร
๗) อาการที่ป่วยในวันหนึ่งๆ เป็นอย่างไร (เพื่อจะรู้อาการหนักเบาตามทุ่มโมงในวันหนึ่งๆ) สำหรับกาลสมุฏฐาน
๒๙
๘) อาการปัจจุบันในเวลาที่ตรวจหมอ เห็นด้วยตา และมีเข้าใจอย่างไร
๔.๑.๓ การตรวจร่างกาย
๑) เป็นคนมีรูปร่างอย่างไร
๒) มีกำลังอย่างไร
๓) มีสติอารมณ์เป็นอย่างไร
๔) มีทุกขเวทนาเป็นอย่างไร
๕) ชีพจรเดินอย่างไร
๖) หายใจเป็นอย่างไร
๗) ตรวจหัวใจ
๘) ตรวจปอด
๙) ตรวจลิ้น
๑๐) ตรวจตา
๑๑) ตรวจผิวพรรณ
๑๒) ตรวจเฉพาะที่ป่วย (เช่น แผล เป็นต้น)
๔.๑.๔ การตรวจอาการ
๑) วัดปรอท
๒) เหงื่อ
๓) อุจจาระ (ทั้งถาม ทั้งตรวจ)
๔) ปัสสาวะ (ทั้งถาม ทั้งตรวจ)
๕) อาหาร การบริโภคอาหารของผู้ป่วย
๖) เสียง
๗) หลับนอน
วิธีการต่างๆ เหล่านี้ไม่ใช่ว่าจะต้องตรวจทุกสิ่งทุกอย่างทุกเรื่องทุกราย สุดแล้วแต่ความต้องการ นอกจากนี้ยังมีอย่างอื่นที่ควรถามอีก ต้องสุดแล้วแต่เหตุผลที่จะปรากฎกระทบกระทั่งไปถึง และแล้วแต่ความคิดความเห็นที่จะสอดส่องของผู้ตรวจ
๔.๒ การวินิจฉัย ต้องพิจารณาสิ่งต่างๆ และข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนไข้ ดังนี้
๔.๒.๑ คนเจ็บมีอาการเช่นใด มีโรคชนิดใด ชื่ออะไร
๔.๒.๒ โรคนั้นๆ มีที่เกิดแต่อะไรเป็นต้นเหตุ
๔.๒.๓ โรคเช่นนี้จะเยียวยาแก้ไขด้วยวิธีใดจึงจะถูกแก่โรค
๔.๒.๔ สรรพคุณยาสำหรับที่จะบำบัดโรคเช่นนั้นๆ จะใช้สรรพคุณยาอะไร
๓๐
สิ่งที่จะต้องพิเคราะห์เพิ่มเติมจากข้อมูลข้างต้น ก่อนที่จะให้การเยียวยามีดังนี้
๑. ตรวจผล
๑.๑ คนเจ็บมีอาการเช่นนี้ อะไรเป็นสมุฏฐาน พิกัดอะไร
๑.๒ คนเกิดในประเทศนี้ อะไรเป็นสมุฏฐาน พิกัดอะไร
๑.๓ มีอายุเท่านี้ อะไรเป็นสมุฏฐาน พิกัดอะไร
๑.๔ ในเวลาที่เจ็บเป็นฤดูนี้ อะไรเป็นสมุฏฐาน พิกัดอะไร
๑.๕ เริ่มจับมาถึงเพียงนี้ แล้วปรวนแปรมโดยลำดับอะไร อะไรเป็นสมุฏฐาน พิกัดอะไร
๒. ค้นต้นเหตุ เมื่อทราบว่าอะไรพิการ เป็นโรคชนิดใด ชื่อใดแล้ว ต้องนำอาการนั้นมาเป็นหลักพิเคราะห์ว่า ไข้นั้นเกิดด้วยเหตุใด คือ อะไรขาด อะไรเกิน หรือกระทบกระทั่งอะไรจึงเป็น เหตุวิปลาศขึ้น
๓. หาทางแก้ไข คือ การพิเคราะห์เลือกยาที่จะใช้ขนานใดแก้อะไร ใช้สรรพคุณยาอะไรบ้างอย่างใดมากน้อยเท่าไร ให้กินเวลาอะไร แล้วจึงวางยาตามลักษณะของโรคที่มีอยู่นั้นต่อไป
จากที่ได้กล่าวถึงกิจ ๔ ประการของหมอ ซึ่งเป็นความรู้ หลักการ และวิธีการซึ่งผู้ที่จะเป็นหมอต้องศึกษาจนกระทั่งมีความรู้ความชำนาญ เพราะเป็นกิจที่สำคัญสำหรับหมอทุกคนที่จะต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบ ซึ่งเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนไข้โดยตรง กิจแต่ละอย่างนั้นถือได้ว่ามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แม้ว่าท่านจะศึกษาจบและมีใบประกอบโรคศิลปะตามที่ตั้งใจไว้แล้ว แต่ไม่ถือว่าท่านสิ้นสุดการศึกษาหาความรู้ฉะนั้นผู้ที่จะเป็นหมอที่ดี จะต้องหมั่นศึกษาทบทวนหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความรู้ทักษะทางด้านการตรวจโรค การรักษาโรคต่อไปตราบเท่าที่ท่านยังคงเป็นแพทย์อยู่