top of page

เวชกรรมไทย ๑

บทที่ ๑ ประวัติการแพทย์แผนไทย

เมนูการเรียนรู้

1 .

เนื้อหาหลัก

2 .

สรุปย่อ

เอกสารประกอบ

คลิปเสียง

3 .

คลิป VDO

4 .

แบบทดสอบ

บทที่ ๑

ประวัติการแพทย์แผนไทย



ประวัติการแพทย์แผนไทยนั้นเริ่มมีบันทึกไว้ตั้งแต่ในสมัยพุทธกาล มีชายผู้หนึ่งชื่อชีวกโกมารภัจจ์ มีความสนใจในการศึกษาวิชาแพทย์ เพราะเหตุว่าเป็นวิชาที่ประกอบอาชีพไม่เบียดเบียนผู้ใด เป็นผู้ปฏิบัติประกอบด้วยเมตตากรุณาเกื้อกูลแก่ความสุขของมนุษย์ จึงได้ไปศึกษาวิชาทางแพทย์ในสำนักแพทย์ ผู้ทิศาปาโมกข์ในเมืองตักศิลา ท่านเป็นผู้ที่ฉลาดสามารถในการศึกษา เรียนได้มาก เรียนได้เร็ว ทรงจำได้เร็วทรงจำได้ดี ไม่หลงลืม สามารถรักษาคนไข้หนเดียวก็หายได้ในเวลาต่อมาพระเจ้าพิมพิสารประชวรเป็นโรคพระภค้นทละ คือโรคริดสีดวงทวาร ก็ทรงโปรดให้หมอชีวกเข้าไปถวายการรักษา หมอชีวกถวายการรักษาด้วยการทายาเพียงครั้งเดียว พระเจ้าพิมพิสารก็ทรงหายโรค จึงโปรดให้เป็นแพทย์หลวงบำรุงพระองค์และฝ่ายใน กับบำรุงพระสงฆ์ นับว่าหมอชีวกเป็นแพทย์ผู้ที่มีความรู้ความสามารถผู้มีชื่อเสียงในครั้งพุทธกาลและมีผู้เคารพยกย่องอย่างมาก

ประวัติการแพทย์แผนไทยมีการค้นพบศิลาจารึกของอาณาจักรขอม ประมาณปี พ.ศ. ๑๗๒๕-๑๗๒๙ จารึกไว้ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลโดยการสร้างสถานพยาบาล เรียกว่าอโรคยศาลา และมีผู้ทำหน้าที่รักษาพยาบาล ได้แก่ หมอ พยาบาล เภสัชฯ รวม ๙๒ คน มีพิธีกรรมบวงสรวงพระไภสัชยคุรุไวทูรย์ด้วยยาและอาหารก่อนแจกจ่ายให้แก่ผู้ป่วย ต่อมามีการค้นพบหินบดยาสมัยทวาราวดีซึ่งเป็นยุคก่อนสุโขทัย และจากศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชที่ค้นพบทำให้ทราบว่า ได้บันทึกไว้ว่า ทรงสร้างสวนสมุนไพรขนาดใหญ่บนเขาหลวงหรือเขาสรรพยา เพื่อให้ราษฎรได้เก็บสมุนไพรไปใช้รักษาโรคยามเจ็บป่วย การแพทย์ในสมัยอยุธยามีแนวคิดว่า ชีวิตหรือร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยธาตุทั้ง ๔ ผู้ที่ไม่เจ็บป่วยแสดงว่ามีความสมดุลย์ของธาตุทั้ง ๔ เมื่อเกิดความเจ็บป่วยแสดงว่าธาตุทั้ง ๔ นั้นมีความไม่สมดุลย์เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีความเชื่อทางไสยศาสตร์และโหราศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมากเป็นผลมาจากสภาพของชุมชนและสังคม

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พบบันทึกว่า มีระบบการจัดหายาที่ชัดเจนสำหรับประชาชน มีแหล่งจำหน่ายยาและสมุนไพรหลายแห่งทั้งในและนอกกำแพงเมือง มีการรวบรวมตำรับยาต่างๆ ขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การแพทย์แผนไทย เรียกว่า ตำราพระโอสถพระนารายณ์ การแพทย์แผนไทยสมัย นี้รุ่งเรืองมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการนวดไทย การแพทย์ตะวันตกเริ่มเข้ามามีบทบาท โดยมิชชันนารีชาวฝรั่งเศสได้จัดตั้งโรงพยาบาลรักษาโรค แต่ก็ขาดความนิยมและล้มเลิกไป


๒

การแพทย์แผนไทยสมัยต้นรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดโพธารามหรือวัดโพธิ์ขึ้นเป็นอารามหลวง ให้ชื่อว่าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามและทรงให้รวบรวมและจารึกตำรายา และฤๅษีตัดตนและตำราการนวดไทยไว้ตามศาลาราย สำหรับการจัดหายาของทางราชการ มีการจัดตั้งกรมหมอ โรงพระโอสถคล้ายกับในสมัยอยุธยา ผู้ที่รับราชการเรียกว่าหมอหลวง ส่วนหมอที่รักษาประชาชนทั่วไป เรียกว่า หมอราษฎร หรือ หมอเชลยศักดิ์

รัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเห็นว่าคัมภีร์แพทย์ ณ โรงพระโอสถ สมัยอยุธยาสูญหายไป เนื่องจากช่วงนั้นมีสงครามกับพม่า ๒ ครั้ง บ้านเมืองถูกทำลายและประชาชนรวมถึงหมอแผนไทยถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย ทำให้ตำรายาและข้อมูลเกี่ยวกับการแพทย์ของไทยถูกทำลายไปด้วย จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เหล่าผู้ชำนาญโรคและสรรพคุณยา รวมทั้งผู้ที่มีตำรายาดีๆ นำเข้ามาทูลเกล้าฯ ถวายและให้กรมหมอหลวงคัดเลือก และจดเป็นตำราหลวงสำหรับโรงพระโอสถ พ.ศ. ๒๓๕๙ มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตรากฎหมายชื่อว่า กฎหมายพนักงานพระโอสถถวาย

รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ อีกครั้ง และโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดตั้งวิทยาลัยแพทย์ไทยแห่งแรก คือวิทยาลัยแพทย์แผนโบราณวัดโพธิ์ ในงานฉลองวัดโพธิ์ รัชสมัยนี้ ทรงพระดำริว่า อันตำรายาไทยและการรักษาโรคแบบอื่น เช่น การบีบ นวด ประคบ หมอที่มีชื่อเสียงต่างก็หวงตำราของแต่ละคนไว้เป็นความลับ และพร้อมทั้งได้ทรงดำริว่า การรักษาโรคทางตะวันตกกำลังจะแผ่อิทธิพลเข้ามาในประเทศสยาม และในเวลาอันใกล้น่าจะบดบังรัศมีของการแพทย์ไทยเสียหมดสิ้น สุดท้ายอาจไม่มีตำรายาไทยเหลืออยู่เพื่อประโยชน์ของอนุขนรุ่นหลังก็ได้ จึงทรงประกาศให้ผู้มีตำรับตำราไทยโบราณทั้งหลายได้ช่วยกันบอกตำรับยาต่างๆ ที่มีสรรพคุณดีและเชื่อถือได้เท่าที่มีอยู่สมัยนั้นนำมาบันทึกเป็นหลักฐานไว้บนหินอ่อน ประดับไว้ตามผนังโบสถ์ ศาลาราย บนผนังเสาและกำแพงวิหารคตรอบพระเจดีย์สี่องค์ ณ วัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) และตามศาลาต่างๆ ที่ได้รับบูรณะในครั้งนั้น ศิลาจารึกนี้ เป็นตำราบอกสมุฏฐานของโรคและวิธีการรักษา ยังได้มีการจัดหาตันสมุนไพรที่ใช้ปรุงยาและหาได้ยากมาปลูกไว้ในวัดเป็นจำนวนมากนอกจากนั้นได้ทรงให้ปั้นรูปฤๅษีดัดตนในท่าต่างๆ เพื่อช่วยให้เป็นนิทรรศการ ให้แก่ผู้ประสงค์จะฝึกตนเป็นแพทย์ หรือหาทางบำบัดตนเป็นสาธารณะทาน นับว่าเป็นการจัดการศึกษาให้กับประชาชนรูปแบบหนึ่งตำรายาเหล่านี้ถึงพอจะทราบกันดีในบรรดาหมอไทยและตำราดีจริงๆ ก็คงไม่ได้รับ การเปิดเผยที่แท้จริงแต่ก็เป็นอนุสรณ์และเป็นวิทยาลัยการแพทย์ของเมืองไทย รัชสมัยนี้มีการนำการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ เช่น การปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ การใช้ยาเม็ดควินิน รักษาโรคไข้จับสั่น เป็นต้นโดยคณะมิชชันนารีชาวอเมริกัน นำโดยนายแพทย์แดนบีช บรัดเลย์ ซึ่งคนไทยเรียกว่าหมอบรัดเลย์

รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้นำการแพทย์แผนตะวันตกมาใช้มากขึ้น เช่น การสูติกรรมสมัยใหม่ แต่ไม่สามารถให้ประชาชนเปลี่ยนความนิยมได้ เพราะการรักษาพยาบาลแผนไทยเป็นจารีตประเพณีและวัฒนธรรมสืบเนื่องกันมา และเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของไทย

รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปี พ.ศ. ๒๔๓๑ มีการจัดตั้งศิริราชพยาบาลขึ้นและมีการเรียนการสอนและให้การรักษาทั้งการแพทย์แผนไทยและแผนตะวันตกร่วมกัน หลักสูตร ๓ ปี


๓

การจัดการเรียนการสอนและบริการรักษาทางการแพทย์ทั้งแผนไทยและแผนตะวันตกร่วมกันเป็นไปด้วยความยากลำบากและขัดแย้งระหว่างผู้สอนและผู้เรียนเป็นอย่างมาก ด้วยหลักการแนวคิดและวิธีการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน ทำให้ยากที่จะผสมผสานกันได้ มีการพิมพ์ตำราแพทย์สำหรับใช้ในโรงเรียนแพทย์เป็นครั้งแรกในปี ๒๔๓๘ ชื่อตำรา แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ เล่ม  ๑ - ๔ ได้รับยกย่องให้เป็นตำราแห่งชาติฉบับแรก ต่อมาพระยาพิษณุประสาทเวช เห็นว่าตำราเหล่านี้ยากแก่ผู้ศึกษา จึงพิมพ์ตำราขึ้นใหม่ใด้แก่ ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ฉบับหลวง ๒ เล่ม และตำราแพทย์ศาสตร์สังเขป (เวชศึกษา) ๓ เล่ม ซึ่งยังคงใช้เป็นคัมภีร์ทางการแพทย์มาจนทุกวันนี้

 

รัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ปี พ.ศ. ๒๔๕๖ มีการสั่งยกเลิกวิชาการแพทย์แผนไทย โรงเรียนราชแพทย์วิทยาลัย ใน พ.ศ. ๒๔๖๖ มีประกาศให้ใช้พระราชบัญญัติการแพทย์เพื่อเป็นการควบคุมการประกอบโรคศิลปะเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดกับประชาชนอันเนื่องมาจากการประกอบโรคศิลปะของผู้ที่ไม่มีความรู้และมิได้ฝึกหัดด้วยความไม่พร้อมในต้านการเรียนการสอน การสอบ และการประชาสัมพันธ์ทำให้หมอพื้นบ้านจำนวนมากกลัวถูกจับจึงเลิกประกอบอาชีพนี้ บ้างก็เผาตำราทิ้ง

 

รัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ตรากฎหมายเสนาบดี แบ่งการประกอบโรคศิลปะออกเป็นแผนปัจจุบันและแผนโบราณ และกำหนดว่า

(๑) ประเภทแผนปัจจุบัน คือ ผู้ประกอบโรคศิลปะโดยความรู้จากตำราอันเป็นหลักวิชาโดยสากลนิยมซึ่งดำเนินและจำเริญขึ้น โดยอาศัยการศึกษา ตรวจคัน และทดลองของผู้รู้ในทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลก

(๒) ประเภทแผนโบราณ คือ ผู้ประกอบโรคศิลปะอาศัยความสังเกต ความชำนาญ อันได้สืบต่อกันมาเป็นที่ตั้ง หรืออาศัยตำราอันมีมาแต่โบราณ มิได้ดำเนินไปในทางวิทยาศาสตร์

 

รัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ มีการจัดตั้ง สมาคมของโรงเรียนแพทย์แผนโบราณ ได้ก่อตั้งขึ้นที่วัดโพธิ์ กรุงเทพฯ นับแต่นั้นมา สมาคมต่างๆ ก็ได้แตก สาขาออกไป ปัจจุบันก็มีโรงเรียนแพทย์แผนโบราณที่มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องอยู่เป็นจำนวนมากทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ใน ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ก่อตั้งโรงเรียนอายุรเวทวิทยาลัยฯ โดยศาสตราจารย์พิเศษนายแพทย์อวย เกตุสิงห์ และคณะเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น และอยู่ในพระสังฆราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก กับพระราชปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีฯ ให้การอบรมศึกษาต้านการแพทย์แผนโบราณแบบประยุกต์มาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้

bottom of page