เมนูการเรียนรู้
1 .
เนื้อหาหลัก
2 .
สรุปย่อ
เอกสารประกอบ
คลิปเสียง
3 .
คลิป VDO
4 .
แบบทดสอบ
๔
บทที่ ๒
จรรยาแพทย์แผนไทย
ผู้ที่จะเป็นห มอจะมีแต่วิชาความรู้เกี่ยวกับยาและรู้จักโรคเท่านั้นยังไม่เพียงพอ ควรต้องเป็นคนมีอัธยาศัยเรียบร้อย เป็นที่พอใจของคนทั้งหลายด้วย จึงจะเป็นหมอที่ดีได้ ถ้ามีแต่ความรู้วิชาของหมอแต่ไม่เป็นผู้โอบอ้อมอารีต่อคนทั้งหลายแล้วก็ไม่มีใครนับถือ ย่อมจะทำให้ความรู้ของตนเองเสื่อมไปด้วยไม่มีใครหาไปรักษา เพราะฉะนั้นหมอต้องมีอัธยาศัยไมตรีอันดี เพื่อเป็นคุณธรรมประจำใจ ให้ประพฤติปฏิบัติอยู่สม่ำเสมอและหมอที่ดีนั้นย่อมประกอบไปด้วยคุณธรรมดังต่อไปนี้คือ
๑. เมตตาจิตแก่คนไข้
ด้วยคนไข้อันได้รับความทุกขเวทนาครอบงำอยู่ในใจอยู่แล้วไม่มากก็น้อย มีจิตและการคิดหวังพึ่งหมอ หมอไปถึ งก็ดีใจ อยากจะได้ฟังคำอธิบายชี้แจงอาการโรคของตนให้เข้าใจแจ่มแจ้งจากหมอ ถ้าหมอนั้นเป็นผู้ที่มีเมตตาปรานีให้คนไข้เป็นที่ชื่นชมยินดีแล้ว ความสุขโสมนัสก็จะบังเกิดมีแก่คนไข้ เป็นทางที่จะบรรเทาไข้ใจ ให้หมดหรือน้อยลงไปได้ และจะเชื่อฟังถ้อยคำของหมอผู้นั้นด้วย เมื่อความวิตกอันเป็นทุกข์ในใจเบาบางลง น้ำเลี้ยงหัวใจก็ผ่องใส โรคที่มีอยู่ในกายก็จะพลันหายได้โดยไม่ช้าวันนัก คนไข้ที่หายนั้นก็จะเคารพนับถือหมอนั้นต่อไป เป็นอานิสงส์อีกส่วนหนึ่ง
แต่ถ้าหมอนั้นเป็นคนโหดเหี้ยม ไม่มีเมตตาจิตแก่คนไข้แล้ว ย่อมไม่เป็นที่ยินดีของคนไข้ ความวิตกก็มีอยู่ร่ำไป นับว่าเป็นไข้บังเกิดเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่งด้วย เป็นเหตุที่จะให้โรคที่อยู่ในร่างกายนั้นกำเริบขึ้นได้ พอที่จะหายเร็วก็เป็นช้านานวันไป หรือบางทีไข้ทรุดหนักลง ทำให้ยากแก่การรักษาพยาบาล ข้อนี้อาจเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นเมตตาจิตจึงมีคุณธรรมเกื้อกูลแก่หมอแล คนไข้ด้วย หมอควรจะต้องตั้งเมตตาจิตไว้ในสันดาน สิ่งนี้จัดว่าเป็นเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง
๒. ไม่เห็นแก่ลาภ
ลาภผลที่จะได้แก่ตนนั้น ย่อมเป็นที่ปรารถนาเป็นที่ยินดีอยู่ด้วยกันทุกคน แต่บุคคลผู้มีอัธยาศัยเรียบร้อย ต้องตั้งตนให้เป็นที่นับถือของคนทั้งหลายแล้ว ย่อมไม่เพ่งเล็งเอาด้วยอุบายหรือกดขี่หลอกลวงเลยเมื่อมีผู้คนหาหมอไปรักษาไข้ ควรตั้งใจเสียก่อนว่าจะไปรักษาเขาให้หายเพื่อเอาชื่อเสียง รักษาโดยสุจริต เมื่อผู้นั้นหายไข้แล้วขว ัญข้าวค่ายาย่อมมีอยู่เอง ถึงหากว่าตามธรรมดาเคยได้เท่านั้นเท่านี้ ถ้าคนที่ขัดสนจะให้เท่านั้นไม่ได้หรือไม่มีจะให้เลย ก็ไม่ควรจะเพิกถอนละเมิดเสีย ควรจะช่วยอนุเคราะห์มีเมตตาจิตเป็นที่ตั้ง
๕
คือ ได้เท่าไรก็เอาเพียงเท่านั้น หรือไม่ได้เลยก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรเราก็ยังคงมีจิตใจเป็นกุศลดีอยู่นั่นเอง คุณความดีอันนี้จะมีแก่ตน คนทั้งหลายจะเคารพนับถือ ลาภผลก็คงจะได้มาภายหลังเป็นแน่
แต่ถ้าหมอเป็นคนที่มีความโลภเห็นแก่ลาภอยู่เป็นนิตย์ ไข้พอที่จะหายได้ในไม่ช้าวันก็แกลังหน่วงเหนี่ยวไว้ให้หายช้า หรือไข้เป็นอย่างที่ไม่น่าตกอกตกใจก็ บอกไปเสียอย่างหนึ่ง เพื่อให้คนไข้หรือเจ้าของไข้ตกใจหรือคิดอุบายแต่จะได้ขวัญข้าว ค่ายาค่าป่วยการให้มากด้วยประการใดๆ ประการหนึ่ง
๓. ไม่เป็นคนโอ้อวด
ผู้ที่แสดงคำโอ้อวดให้เกินกว่าความรู้ของตน เป็นตันว่ารักษาไข้อะไรหายสักรายหนึ่งก็เอาขึ้นตั้งไปที่ไหนก็อวดร่ำไป ความรู้จริงแก่ใจไม่รู้ถึง แต่พูดเกินกว่าความรู้ ไปพบคนไข้ที่ตนพูดว่ารู้เข้าแต่รักษาไม่ได้เขาก็จะเรียกว่าเป็นหมอไม่มีภูมิ ย่อมเป็นที่หมิ่นประมาทของคนทั้งหลาย ต่อไปไม่มีใครเชื่อถือ เลยพาให้ความรู้ที่มีอยู่บ้างนั้นเสื่อมไปด้วย เพราะฉะนั้นเป็นข้อที่ควรต้องระวัง ถ้าพูดตามความที่ใต้เรียนรู้อาจจะทำได้จริง ก็ไม่นับว่าเป็นคนโอ้อวด แต่ถึงดังนั้นก็ต้องพูดได้ ในเมื่อถึงคราวที่จะพูด ถ้าเอาไปพูดเสียร่ำไปก็ตกอยู่ในฐานะโอ้อวดเช่นกัน พาให้เสื่อมเสียความเชื่อได้เหมือนกัน ที่จริงความรู้ที่มีอยู่ในตนนั้นไม่จำเป็นต้องโอ้อวดอะไรสุดแต่ถึงคราวที่ต้องใช้ก็ทำได้ให้ปรากฎแก่คนทั้งหลาย แล้วกิตติศัพท์ความเลื่องลือก็จะปรากฎขึ้นเอง ย่อมจะเป็นที่เชื่อถือยำเกรงของคนทั้งหลายด้วย ความไม่โอ้อวดนี้จัดเอาเป็นเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง
๔. ไม่ปิดบังความเขลาของตนไว้
เมื่อได้ตรวจดูคนไข้พิเคราะห์กิริยาอาการตลอดแล้วจะต้องเข้าใจว่าเป็นโรคอะไร เกิดขึ้นเพราะอะไรสามารถที่จะรักษาพยาบาลให้หายได้หรือไม่ ถ้าตกลงว่าจะรับรักษาให้หายได้ จึงรับรักษาพยาบาลตามความรู้ความสามารถของตน ถ้าไปพบปะไข้ที่ตนไม่เคยรักษา หรือความรู้ของตนไม่เพียงพอที่จะรักษาได้ ก็พึงแสดงให้เจ้าของไข้เขารู้เสียแต่ต้นมือ เพื่อเขาจะได้ไปหาหมออื่นรักษา ถ้าจะให้ดีตนรู้ว่าใครจะรักษาได้ ก็แนะนำบอกให้เขาด้วยก็จะเป็นที่ยินดีของเจ้าของไข้ ถึงหากว่าไข้นั้นจะไม่หาย เพราะตนรักษาก็ดี ตนก็ย่อมจะได้ความนิยมนับถือต่อไปว่าเป็นคนไม่ปิดบังความเขลาของตนไว้ ถ้ารักษาไข้เขาด้วยความที่ไม่เข้าใจไข้ก็จะทรุดหนักลง ในที่สุดจะถึงอันตรายแก่ชีวิตก็จะเป็นไปได้ เมื่อเป็นเช่นนี้หมอนั้นจะได้รับความติเตียนของคนทั้งหลายแล้วจะเป็นทางให้เสื่อมเสียจากลาภผล เพราะฉะนั้นความที่ไม่ปิดบังความเขลาไว้ จึงจัดเป็นเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง
๕. ไม่ปิดบังความดีของผู้อื่น
เมื่อได้ยินได้ฟังเขาสรรเสริญคุณวิชาของผู้อื่น ควรทำอัธยาศัยให้แช่มชื่นสรรเสริญตามเขา เมื่อผู้นั้นชอบอัธยาศัยของเราดังนี้ ย่อมมีจิตใจรักใคร่จะเป็นมิตรกับเราบ้าง คุณธรรมอันนี้ย่อมเป็นทางสืบสนธิในสามัคคีรส ซึ่งนักปราชญ์ทั้งหลายย่อมกล่าวสรรเสริญว่าเป็นกัลยาณธรรม นำมาซึ่งความสุขแก่ตน จึงเป็นคุณธรรมที่บุคคลควรประพฤติ และจัดเป็นเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง
๖
๖. ไม่หวงกันลาภผู้อื่น
เมื่อตนเป็นหมอไปรักษาไข้ เห็นแล้วว่าลาภผลจะได้แก่ตนแต่ลำพังผู้เดียว จะทำการไม่ถนัด ที่ดีควรจะหาพวกพ้องหรือผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งมีความรู้มาช่วย การนั้นจึงจะสำเร็จด้วยดี เช่น ตนเป็นหมอยาจะต้องหาหมอนวดมาช่วยอีกทางหนึ่ง ฉะนี้ แต่ครั้นจะให้เป็นเช่นนั้นก็กลัวว่าลาภที่ตนจะได้นั้น ต้องแบ่งส่วนให้ผู้อื่นไปเสีย จะได้น้อยไป หวงกันไว้ไม่ให้ผู้อื่นเข้ามามีหุ้นส่วน นี่เป็นข้อที่จะทำอันตรายให้แก่คนไข้ หมอไม่ควรคิดเช่นนี้เลย ถ้าเห็นทางที่จะเฉลี่ยลาภผลให้แก่ผู้ที่มีความรู้ด้วยกันด้วยประการใด ก็ควรแสดงความยินดีเผื่อแผ่ให้การที่รักษาพยาบาลไข้ ถ้ามีเพื่อนเป็นคู่คิดคู่ปรึกษาช่วยเกื้อหนุนซึ่งกันและกันแล้ว เป็นข้อที่ป้องกันความพลั้งเผลอได้ และอาจที่รักษาไข้ให้หายเร็วด้วย เพราะฉะนั้นการที่ไม่หวงกันลาภคนอื่นนั้นจึงจัดเป็นเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง
๗. ไม่ลุอำนาจแก่อคติทั้ง ๔
อคติทั้ง ๔ คือ ฉันทาคติ คือ ความรักใคร่พอใจ โทสาคติ คือ ความโกรธ ภยาคติ คือ ความกลัวโมหาคติ คือ ความหลง
๑. ฉันทาคติ หรือ ความรักใคร่พอใจ พอใจรักใคร่ในบุคคลไม่เสมอกัน บางคนก็ตั้งใจรักษาพยาบาล บางคนก็เกลียดซัง ไม่ตั้งใจรักษาให้โรคหาย
๒. โทสาคติ หรือ ความโกรธนั้นคือ ใช้แต่โทสะจิตเป็นเบื้องหน้าไม่มีใจอันดีต่อคนไข้ ทำอะไรก็เอาแต่ใจของตน ไม่ผ่อนผันตามอัธยาศัยของคนไข้ให้มีสติอารมณ์เบิกบานบ้างเลย
๓. ภยาคติ หรือ ความกลัวนั้นคือ กลัวในสิ่งที่ไม่ควรกลัว เป็นต้นว่า กลัวเขาจะไม่ให้ขวัญข้าวค่ายา ก็ไม่ตั้งใจรักษา กลัวว่ายาดีที่ทำไว้ ถ้าจะให้คนไข้กินอาจจะหายได้ แต่กลัวจะหมดเสีย
๔. โมหาคติ ความหลงลืมนั้นคือ หลงตนว่ามีความรู้ดี ไม่ต้องทำอัธยาศัยเผื่อแผ่เป็นมิตรไมตรีกับผู้ใด หรือหลงเชื่อว่ายาของตนดี รักษาไข้หายได้ โดยไม่ตรวจอาการไข้ก่อนที่จะวางยา
อคติ ๔ ประการที่กล่าวมานี้ สำหรับผู้ที่เป็นหมอใช้ ไม่เป็นสาธารณะทั่วไป หมอผู้ใดไม่ลุอำนาจแก่ อคติ ๔ ประการนี้แล้ว คุณความดีก็จะมีในตน จึงจัดความไม่ลุอำนาจแก่อคติ ๔ ประการนี้ เป็นคุณธรรมเครื่องประดับของหมอได้ประการหนึ่ง
๘. ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม
คือ ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม ๘ ประการ ดังต่อไปนี้
๘.๑ ได้ลาภผลสักการะ ๘.๒ เสื่อมลาภผลสักการะ
๘.๓ ได้รับความสรรเสริญ ๘.๔ ถูกความนินทา
๘.๕ ได้ยศศักดิ์ ๘.๖ เสื่อมยศศักดิ์
๘.๗ ได้รับความสุข ๘.๘ ได้รับความทุกข์
๗
ก็ต้องมีอัธยาศัยหนักแน่น มัธยัสถ์เป็นปานกลาง ไม่ทำความกระวนกระวาย ขวนขวาย ยินดียินร้ายเดือดร้อน รำคาญ ซึ่งเป็นเหตุทำลายคุณความดีของตน และทำจิตให้พิกลไปจากความเป็นปกติ เพราะโลกธรรมนี้ย่อมยุยงส่งเสริมบุคคลให้ตกไปในทางที่ชั่วได้ ผู้ที่ไม่หวั่นไหวแก่โลกธรรม จึงเป็นที่สรรเสริญของผู้ที่มีปัญญา จัดว่าเป็นเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง
๙. มีหิริโอตตัปปะ
ละอายและสะดุ้งกลัวต่อบาป อันจะเป็นเวรกรรมต่อภพชาติในภายหน้า ละเว้นจากวิหิงสา พยาบาทอาฆาต จ องเวรต่อบุคคลผู้อื่น มีใจอันชุ่มชื่นไปด้วยความกรุณาเป็นเบื้องหน้า นี่จัดเป็นคุณธรรมเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง
๑๐. ไม่เป็นคนเกียจคร้านและมักง่าย
ตั้งใจอุตสาหะทำการรักษาพยาบาลคนไข้โดยเต็มกำลัง ใช้ปัญญาพินิจพิจารณาโดยถี่ถ้วน ถึงเวลาไปตรวจก็ไปตรวจฟังดูอาการเพื่อคิดประกอบในการรักษา ความรู้ที่มีอยู่แล้วก็หมั่นเอาใจใส่สอบสวนให้แจ่มแจ้งเจริญยิ่งขึ้น สิ่งที่ยังไม่รู้ก็หมั่นศึกษาค้นคว้าหาความรู้ใส่ตนไปมิได้เพิกเฉย และหมั่นประกอบยาไว้สำหรับรักษาคนไข้ ในตำราให้เอาอะไรกี่อย่าง ก็อุตสาหะหามาทำให้ครบตามตำรา ไม่สักแต่ว่า ในตำราให้เอา ๑๐ อย่าง ก็เอาเพียง ๕ - ๖ อย่าง ด้วยความมักง่าย ความจริงเครื่องยานั้นถ้าได้ไม่ครบตามตำราที่วางไว้แล้วก็จะไม่ศักดิ์สิทธิ์ และจะโทษว่ายาไม่ดีไม่ได้ เพราะฉะนั้นหมอจึงต้องไม่ควรเป็นคนมักง่าย ตรวจไข้ก็ต้องตรวจโดยถี่ถ้วนเหมือนกัน ถ้าเป็นแต่มียาไม่ตรวจไข้ให้ต้องกับยาแล้ว ยานั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร ไข้กับยา ต้องให้ตรงกันนี่เป็นข้อความสำคัญ ความไม่มักง่ายจัดเป็นคุณธรรม เครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง
๑๑. มีโยนิโสมนสิการ
ตริตรองในใจโดยแยบคาย จะตรวจอาการโรคก็ตรวจด้วยพินิจพิเคราะห์เหตุผลโดยรอบคอบ เมื่อจะประกอบยารักษาก็ทำโดยความใคร่ครวญ ใช้องค์วิจารณปัญญาสอดส่องให้แน่นอนแก่ใจทุกสิ่งทุกอย่างนี่เป็นองค์สำคัญสำหรับวิชาแพทย์ จัดเป็นคุณธรรมเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง
๑๒. ไม่เป็นคนมีสันดานอันประกอบด้วยความมัวเมา
ความมั่วเมาในการเสพย์สุรา สูญกัญชา ยาฝิ่น หรือมัวเมาละเลิงหลงไปในการเล่นเบี้ย เล่นการพนันต่างๆ อันเป็นทางที่จะทำให้ตนได้รับความดือตร้อนรำคาญ เพราะความประพฤติอันเป็นข้าศึกกับคุณวิชาของตน เมื่อหลีกเลี่ยงไปพันมิพัวพัน มีสันดานตั้งมั่นในสุจริตดังนี้ จัดเป็นคุณธรรมเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง
๘
ฉะนั้นการที่บุคคลที่ประกอบกระทำการใดๆ ซึ่งมีความผิดการที่แพทย์ประพฤติปฏิบัติ โดยขาดคุณธรรมนั้น ก็ด้วยเหตุ ๖ ประการ คือ
๑. ไม่ละอายต่อความทุจริต หรือไม่คิดกลัวเกรงต่อความเสียหายในการงานที่ทำนั้น ทำด้วยความโลภปรารถนาลาภอย่ างหนึ่ง ปรารถนาจะให้ชื่อเสียงปรากฏในคุณความดี ถ้าทำด้วยความโอ้อวดอย่างหนึ่ง
๒. ไม่มีความรู้ในการนั้น ก็ทำด้วยการเดาเอา จะถูกหรือผิดดีชั่วอย่างไรก็ไม่รู้
๓. มีความสงสัยในการงานที่ตนจะทำนั้นครอบงำอยู่แล้ว คือคิดไม่เห็นว่าจะทำอย่างไรดี ยิ่งตรองไปก็เป็นหลายเท่าหลายทาง ล้วนเป็นอาการที่คาดคะเนเดาไปเสียทุกอย่าง จะหยิบยกเอาอะไรมาเป็นหลักฐานอ้างอิงก็ไม่ได้ ยิ่งคิดยิ่งฟั่นเฟือนไปเพราะคิดไปไม่ตลอด ต้องถอยหลังมาคิดทางอื่น ก็ไม่ตลอดวนเวียนอยู่ ครั้นจะไต่ถามผู้รู้หรือจะปฏิเสธเสียว่าไม่รู้ก็กลัวจะเสียชื่อเสียง ทำให้เสื่อมความเลื่อมใสในตน เมื่อการมาถึงเข้าก็ทำไปโดยความโง่เขลา การที่ทำนั้นจึงได้ผิดไป
๔. ความสำคัญเข้าใจในสิ่งที่ไม่ควรทำ ว่าเป็นสิ่งที่ควรทำเช่นผู้ที่ตั้งตนเป็นหมอรักษาไข้ แต่ไม่มีความรู้ความชำนาญพอ คนเป็นไข้พิษมีอาการร้อนกระสับกระส่าย ทางที่ถูกควรใช้ยาสำหรับดับพิษไข้ เขาห้ามไม่ให้อาบน้ำในเวลากำลังไข้มีพิษกระสับกระส่าย เข้าใจเสียว่าอาบน้ำให้เย็นจะหายได้ ก็เอาน้ำอาบให้คนไข้จนพิษไข้หลบเข้าภายใน เป็นเหตุที่ทำให้ตัดรอนชีวิตคนไข้เสีย หรืออีกนัยหนึ่งคนไข้เป็นโรคอุจจาระธาตุพิการ ควรจะให้ยาคุมธาตุบำรุงธาตุ แต่ไม่ให้กลับใช้ยาถ่ายที่แรงๆ เช่น ยาเข้าสลอดมากๆ ด้วยเห็นไปว่าให้อุจจาระที่เสียออกให้หมดก็แล้วกัน เมื่อทำดังนี้โรคนั้นจะกลายเป็นอติสาร ก็ถึงแก่ความตายไป นี่แหละเป็นความสำคัญในสิ่งที่ไม่ควรทำ